ef

จบไปแล้ว กับ ef แปล

posted on 29 Jul 2009 05:57 by ikamiso  in ef


ในที่สุดก็จบลงไปแล้ว กับการย้ายเรื่องมาลงในบล็อกทั้งหมด

อันที่จริงสามารถย้ายมาลงทีเดียวในวันเดียวได้เลย แต่แบบนั้นก็ไม่สนุก เลยกลายเป็นแบ่งย่อยตอนและก็ทำให้ใช้เวลาลงนานถึง ๒ เดือนกว่าเลยทีเดียว

รวมจำนวนหน้าทั้งหมดเป็น ๔๐ หน้าเลยทีเดียว ทั้งที่ความจริงไม่ควรจะแบ่งย่อยขนาดนี้ เนื่องจากทำให้ยากต่อการจัดการ แต่ก็ทำไปแล้วสิ ฮะๆๆ

ที่ผ่านมาก็เหมือนจะจัดหน้าแบบงงนิดหน่อยด้วยสิ ใครไม่แน่ใจว่าอ่านครบหรือเปล่าเข้าไปดูที่สารบัญได้

http://ikamiso.exteen.com/20090624/entry

สำหรับเหตุผลที่ตอน ๑๐ กับ ๑๑ นั้น ไม่มีการแบ่งตอนย่อยนั่นก็เพราะว่าทั้งสองตอนนั้นเป็นการแปลแบบย่อเรื่อง ไม่ใช่การแปลทุกข้อความเหมือนอย่างตอนที่ผ่านมา

ซึ่งทำให้เป็นตอนที่ออกมาสั้นกว่าที่ควรจะเป็น ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องแยกตอนย่อย

เหตุผลที่แปลแบบนั้นก็เพราะว่าในตอนที่เริ่มแปลตอน ๑๐ นั้น กำลังยุ่งมาก และตั้งใจว่ายังไงก็อยากจะทำให้มันจบลงให้ได้ เนื่องจากเหลืออีกแค่นิดเดียว

สุดท้ายก็เลยตัดสินใจย่อการแปลลง ซึ่งช่วยให้ประหยัดเวลาได้มาก และก็แปลเสร็จออกมาจนได้

ดังนั้นก็อาจจะเรียกว่าเป็นการปิดฉากที่ไม่สมบูรณ์นัก ซึ่งตรงนี้ก็ยังคงรู้สึกเสียดายอยู่เรื่อยมา

นอกจากนี้ในตอนที่ ๑๑ ยังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยเปลี่ยนมาเขียนโดยใช้ยูโกะเป็นตัวนำเรื่อง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยูต้องเป็นคนนำเรื่องเหมือนทุกที

นั่นก็เกิดจากอารมณ์ในตอนนั้นที่ว่าอยากลองเขียนใน มุมมองของยูโกะดูบ้าง แต่มันก็เลยกลายเป็นแปลกๆ เพราะตอนที่ผ่านๆมา ยูโกะจะเป็นคนนำเรื่องในกรณีที่ยูไม่ได้อยู่ในฉากเท่านั้น

ส่วนนี้เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รู้สึกว่านี่เป็นงานที่ไม่สมบูรณ์เลย

แต่ก็จบลงไปแล้ว และคงไม่มีเวลาได้กลับไปแก้อีก คงเอาเวลาไปทุ่มกับงานใหม่ซะมากกว่า

สำหรับเนื้อเรื่องของยูกับยูโกะหลังจากนั้นจะเป็นยังไงต่อไปก็สามารถติดตามได้ในอนิเมะ(ที่จริงเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงดูอนิเมะจบ ก่อนมาอ่านแล้ว)

เนื้อเรื่องส่วนที่เหลืออีกประมาณครึ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นในฤดูหนาว ซึ่งมีภาพบรรยากาศที่สวยงาม แต่ก็ยังมีอุปสรรคให้ต้องฝ่าฟันกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ในอนิเมะนั้นย่อเนื้อเรื่องในส่วนหน้าหนาวนี้ไปมากจนหน้าใจหาย ดังที่บ่นไปในหน้านี้ http://ikamiso.exteen.com/20090113/entry-5

ถ้ามีโอกาสก็อยากจะเขียนเนื้อเรื่องย่อให้ได้อ่านกัน แต่คงไม่ใช่การแปลแบบนี้แล้ว

ที่สำคัญ ตอนนี้มีเรื่องที่อยากจะแปลยิ่งกว่าอยู่ ซึ่งได้เริ่มแปลไปแล้ว และกำลังจะเอามาลงบล็อกในไม่ช้านี้ น่าจะในช่วงเดือนหน้า

สำหรับหน้านี้ อยากให้ใครมีข้อแนะนำติชมยังไงบอกได้เต็มที่ แม้ว่าน่าจะไม่มีเวลากลับมาแก้อีกแล้ว(ยกเว้นร้ายแรงจริงๆ และรายละเอียดไม่มาก) แต่ก็เพื่อเป็นการปรับปรุงแนวทางสำหรับเรื่องต่อไปที่จะแปล

สำหรับเรื่องใหม่ที่จะแปลนั้น จะต่างออกไปดังนี้
- จะเป็นการแปลย่อ แต่เรียบเรียงใหม่อย่างดีให้เป็นธรรมชาติ ไม่ออกมาขาดสมดุลแบบตอนที่ ๑๐-๑๑
- จะไม่มีการแบ่งตอนย่อยแบบนี้แล้ว ความยาวตอนนึงน่าจะอยู่ที่ประมาณหมื่นตัวอักษร
- จะไม่มีการแบ่งสีตามคำพูดแล้ว เนื่องจากไม่สะดวกในหลายๆด้าน
- จะเริ่มลงในบล็อกนี้แต่ต้น ไม่ใช่การย้ายจากที่อื่นมาลง แต่อาจมีเอาไปลงที่อื่นอีกภายหลังก็ได้ แต่ที่นี่ก็จะเป็นต้นฉบับ
- จะไม่เน้นแปลตรงตัวมากเกินไป แต่จะเน้นเรียบเรียงให้อ่านเข้าใจง่ายมากขึ้น

บทส่งท้าย
ตอนที่ ๑๒. ตะวันขึ้นอีกครา(太陽はまた昇る)

>> กลับไปตอนที่ ๑๑
>> กลับไปหน้าสารบัญ

ᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳ

 



“ถ้าคริสต์มาสมาในฤดูร้อนก็คงจะดีนะคะ” เธอพูดแบบนั้นแล้วก็หัวเราะขึ้น ไม่รู้เพราะอะไร คำพูดนั้นที่ดูเหมือนล้อเล่นอยู่ตลอด กลับทำให้ผมคิดเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา รอยยิ้มของเธอ คำพูดที่ดูขี้เล่น มือที่นุ่มนวล ความอบอุ่นที่สำผัสได้ผ่านเสื้อโค้ทหนาเตอะนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างทำให้ผมรู้สึกเบาใจ เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นภายในใจ

แต่ว่า ผมก็รู้ดี รู้สึกเข้าใจจากส่วนลึกของจิตใจ พร้อมกันนั้นก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา เรื่องที่ว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่จะคงยั่งยืนไปตลอดกาล

ᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳ

[ef] ตอนที่ ๑๑. น้ำตา(涙)

posted on 28 Jul 2009 21:01 by ikamiso  in ef, honyaku
ᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳ

ฉันมักจะกลัวการมาถึงของกลางคืน
เสียงเคาะประตู ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงเปิดประตู และเสียงฝีเท้าที่ตามมาอย่างไม่หยุด ช่วงเวลาแห่งฝันร้ายในห้องที่มืดมิดไร้แสงสว่างได้เริ่มขึ้น
ช่วงเวลาที่ราวกับตกนรกทั้งเป็นก็จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงเช้า จนฉันอยากที่จะฆ่าหัวใจของตัวเองทิ้งซะจริงๆ
ภายในห้องนั้นฉันคือตุ๊กตา เพราะเป็นตุ๊กตาต่อให้ทำร้ายแค่ไหนก็จะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด น้ำตาก็ไม่ไหล

.......................

“ยูโกะ”
“อ้าว รุ่นพี่”
“เหม่ออะไรอยู่น่ะ นอนไม่พองั้นเหรอ?”
“เปล่าค่ะ ฉันนอนหลับอย่างสบายเลย ไม่ได้นอนหลับสบายอย่างนี้มาไม่รู้กี่ปีแล้ว”
เพราะที่ผ่านมาฉันไม่อาจแม้แต่จะนอนหลับอย่างสบายได้เลย

“อ้าวรุ่นพี่คะ นั่นมือเปื้อนโคลนอยู่เหรอคะ? ไปทำอะไรมาน่ะคะ?”
“ก็นิดหน่อยน่ะ”
“ที่หลังอาคารมีที่ฝังศพอยู่สินะคะ หรือว่า...”
“อื้อ”
“ไปขุดศพขึ้นมาทำอะไรหรือคะ แบบนี้ที่เขาเรียกว่าเนโครฟีเลียสินะคะ” *เนโครฟีเลีย หมายถึงพวกที่ชอบกระทำชำเรากับศพ

“ไม่ใช่ ฉันแค่เอาขี้เถ้านั่นไปฝังไว้น่ะ ทำแบบนี้คงไม่เป็นไรนะ”
“ขี้เถ้านั่นเป็นของสำคัญสินะคะ”
“เคยเป็นของสำคัญน่ะ”
ของสำคัญของรุ่นพี่ฮิมุระ
หรือว่า นี่จะเรียกว่าเป็นการฝังศพให้ ได้หรือเปล่านะ

“ไปกันเถอะ ยูโกะ”
“ค่ะ”

........................

พวกเราจับมือกันเดินออกไป จากนี้จะไม่โดดเดี่ยวอีกแล้ว จะเดินเคียงข้างกันสองคนต่อไปเรื่อยๆ

“รุ่นพี่คะ ฉันน่ะ รู้สึกเกลียดช่วงเวลากลางคืน”
“ไม่ต้องไปพูดถึงมันอีกแล้วก็ได้”
“ตอน เช้าก็ยิ่งเกลียดมากยิ่งกว่า พอได้มองเห็นสภาพของตัวเองแล้ว ฉันเป็นแค่มนุษย์ที่ไม่ใช่ตุ๊กตา เป็นแค่มนุษย์ที่ยังต้องรู้สึกเจ็บปวดเมื่อโดนทำร้าย เมื่อฉันได้มองเห็นความจริงที่ปิดซ่อนไว้เมื่อตอนกลางคืน จึงทำให้ฉันเกลียดตอนเช้า”
ฉันกำมือแน่น

“แต่ว่าตอนนี้ฉันกลับรู้สึกชอบตอนเช้า เช้าที่เต็มไปด้วยแสงสว่าง แถมยังอากาศสดชื่น เพราะฉันคิดว่าฉันสามารถที่จะอยู่ตรงนี้ได้”
“เธอจะต้องอยู่ตรงนี้”
รุ่นพี่ฮิมุระจับมือฉันกลับ แล้วยิ้มให้

“ใต้ท้องฟ้าที่แสงอาทิตย์สาดส่อง ไม่ใช่ท่ามกลางความมืดมิด”
“ค่ะ”

..........................

ฉัน เดินไปกับรุ่นพี่ฮิมุระกันสองคน บนเส้นทางเดินไปโรงเรียน แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นเงาคน เพราะคนที่จะไปโรงเรียนก็มีแต่คนที่มีกิจกรรมชมรมหรือพวกสอบซ่อมเท่านั้น

“อยู่ที่โรงเรียนสินะ”
“เพราะไม่ได้มีบอกว่าจะออกไปทำงานข้างนอก คิดว่าคงอยุ่ที่โรงเรียนแน่ค่ะ”
“คงไม่ใช่ว่าออกตามหาอยู่นะ”
“คงไม่ใช่หรอกค่ะ เพราะไม่ว่าฉันจะไปไหนหรือทำอะไรเขาก็ไม่เคยจะสนอะไรอยู่แล้ว ขนาดตอนเข้าชมรมดาราศาสตร์ เขายังไม่เห็นพูดอะไรเลย”
ใช่ เขาไม่เคยสนอยู่แล้ว ไม่ว่าฉันจะทำอะไร เพราะเขารู้ว่าฉันไม่มีทางไปไหนพ้น

“ยูโกะ”
“คะ”
“ทางเดินน่ะ ไม่ได้มีแค่ทางเดียวหรอกนะ ฉันจะพาเธอไปยังที่ไกลที่ไหนก็ได้”
“นั่นก็อาจได้อยู่หรอกค่ะ... แต่”
ถึงจะอยากก็ทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก

สุด ท้ายแล้วมันก็ไม่ได้ช่วยอะไร ไม่ว่าจะมีทางให้เดินมากแค่ไหน ถ้าไม่อาจก้าวไปได้มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เพราะที่เท้าของฉัน ยังคงมีพันธนาการติดไว้อยู่ หากยังมีพันธนาการนี้อยู่ ก็ไม่อาจจะออกไปกับคุณได้”
ฉันตัดสินใจแล้ว ว่าจะต้องเผชิญกับมัน จะหนีไม่ได้อีกต่อไป

“เข้าใจแล้ว ยูโกะ ไปกันเถอะ”

..........................

พี่กำลังยืนสูบควันอยู่ริมหน้าต่าง ทำหน้าสงบนิ่ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น


“อามะมิยะ”
รุ่นพี่ฮิมุระตะโกนออกไป สักพักเขาก็หันหน้ามา

“ไง ยูโกะกับฮิมุระคุง วันนี้มาทำอะไรน่ะ คงไม่ได้มาสอบซ่อมหรอกนะ”
“ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณ”
“กับฉัน? อ้อ งั้นเหรอ อย่างนี้นี่เองสินะ บอกความจริงไปแล้วงั้นสินะ ยูโกะ”
พี่ยังคงไม่มีท่าทีตกใจกลัวอะไรเลย ท่าทีราวกับเป็นการคุยกันอย่างปกติธรรมดา


“ค่ะ ฉันบอกทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว”
“ฮะๆๆ งั้นเหรอ เวลาก็ผ่านมาขนาดนี้แล้วนี่นะ ฉันก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้เธอบอกอะไร บอกไปเร็วๆเลยยิ่งดีแท้ๆ”
“เดี๋ยวนะ”
“เอ๋?”
“ยังจะมาพูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่อีกเหรอ คุณรู้หรือเปล่าว่าตัวเองทำอะไรลงไป”
“ฮิมุระคุง เธอดูเป็นเดือดเป็นร้อนจังเลยนะ”
“ตอบคำถามผมมา”
“แล้ววันนี้เธอมาทำอะไรล่ะ”
“ก็มา...”
ฉันจับมือรุ่นพี่ฮิมุระไว้

“เป็นคำถามที่ตอบยากงั้นเหรอ หรือว่า... จะมาฆ่าฉันอย่างงั้นเหรอ”

.............................


“อืม... เพิ่งจะเคยขึ้นมาเหมือนกัน ไม่เลวเลยนะที่นี่”
พี่บอกว่าขอขึ้นมาคุยกันบนดาดฟ้า อย่างน้อยที่นี่ก็ยังดีกว่าห้องศิลปะที่จะมีใครเข้ามาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“คุณกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่”
“คิด อะไรอยู่งั้นเหรอ... เป็นคำถามที่ตอบยากทีเดียว... นั่นสินะ... ฉันน่ะ เป็นแค่มนุษย์ที่เกิดมาในบ้านธรรมดา เติบโตมาแบบธรรมดา แล้วก็แค่วาดภาพเก่งนิดหน่อยเท่านั้น เป็นแค่คนธรรมดามีอยู่ดาษดื่นทั่วไป และก็มีสิ่งสำคัญเหมือนกับคนอื่นทั่วไป”
พี่พูดเช่นนั้นขึ้น จากนั้นก็หันขึ้นไปมองฟ้า จากตรงนี้มองเห็นพระอาทิตย์กำลังส่องแสงรำไรอยู่

“ฉัน เก่งพวกงานฝีมือมาตั้งแต่เด็กๆ ดังนั้นฉันจึงมักจะวาดภาพหรือแกะสลักเป็นรูปสัตว์น่ารักๆให้น้องสาวอยู่เป็น ประจำ ทีแรกก็แค่อยากให้น้องสาวดีใจ ด้วยเหตุนี้ฉันจึงได้เข้าสู่โลกศิลปะ จนถึงตอนนี้ก็ยังคงอยู่กับมัน ฮิมุระคุง เธอเองก็มีน้องสาวเหมือนกันสินะ”
“อื้อ”
“ถ้าอย่างนั้นคงจะเข้าใจนะ ความรู้สึกที่จะให้ความสำคัญกับน้องสาวน่ะ ยากที่จะหาสิ่งอื่นใดมาแทน เป็นสิ่งที่ควรจะปกป้องเอาไว้”
“อย่าเอาผมไปเหมารวมกับคุณ”
“แต่ แล้วก็เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น คืนคริสต์มาสวันนั้น แผ่นดินไหว้ที่ทำลาย เผาทุกสิ่งทุกอย่างมอดไหม้ บ้านที่เติบโตมาได้พังลง จมอยู่ในกองเพลิง และชีวิตของเด็กคนนั้นก็ได้สูญไปในท่ามกลางกองเพลิงนั้น ทั้งพ่อและแม่ก็ปลอดภัย แต่เฉพาะเด็กคนนั้นกลับต้องตายไป ทั้งที่อยากให้มีชีวิตอยู่มากที่สุดแท้ๆ”
พี่ยังคงแหงนมองท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา

“ไม่มีใครคนไหนที่สมควรจะตายหรอก”
“แต่ ว่าทุกคนก็ต้องตาย เหมือนกับน้องสาวของเธอกับฉันนั่นล่ะ ตายไปโดยแบกรับความสิ้นหวังไว้มากมาย คงจะทั้งทุกข์ทรมาณ เจ็บปวด เธอจากไปท่ามกลางเปลวเพลิงทั้งที่ยังคิดอะไรอยู่มากมาย"
ท่าม กลางเปลวเพลิงที่ราวกับขุมนรก ฉันเองก็เข้าใจถึงความหวาดกลัวที่มีต่อภาพนั้นได้เป็นอย่างดี แต่คนที่เข้าใจถึงมันได้ดีกว่าคงจะเป็นรุ่นพี่ฮิมุระ

“ทั้ง ที่ควรจะมีอนาคตที่สดใสเปี่ยมไปด้วยความหวังรออยู่แท้ๆ แต่กลับต้องมาจมลงสู่ความมืดมิดที่สิ้นหวัง น้องสาวของเธอเองก็คงจะทรมานเหมือนกันสินะ เรื่องนั้นฉันเองก็เข้าใจดี”
“ยังไงก็เถอะ... ในเมื่อแกคิดถึงคนที่ตายไปแล้วมากขนาดนี้ ทำไมถึงไม่คิดถึงความเจ็บปวดของคนที่ยังมีชีวิตอยู่บ้างล่ะ!”
“เข้าใจสิ เข้าใจดียิ่งกว่าใครๆ เพราะฉันมีแต่ความสิ้นหวัง เรียกได้ว่าใช้ชีวิตอยู่กับความสิ้นหวังมาโดยตลอด”
“พี่...”
ความเจ็บปวดของคนที่ยังมีชีวิตอยู่...

“พี่เกลียดฉันอย่างนั้นสินะคะ?”
“เพราะ เกลียดถึงต้องทำให้เจ็บปวด นอกจากนี้จะมีเหตุผลอะไรอีก ใช่ เกลียด ดังนั้นจึงอยากทำให้เจ็บปวด ให้ทรมานเข้า ทรมานเข้า และก็ตกลงสู่ก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวัง”
“เพราะอะไรกันล่ะ ทำไมยูโกะถึงต้องถูกแกเกลียดด้วย ยูโกะไปทำอะไรให้แก!?”
“ตอบง่ายมากเลย ก็เพราะยูโกะไม่ใช่น้องสาวฉันไงล่ะ น้องสาวฉันตายไปแล้ว แต่ทำไมยูโกะถึงกลับยังมีชีวิตอยู่ล่ะ?”
“..............”
“งั้นหรือคะ... การที่ฉันมีชีวิตอยู่นั้น เป็นเหมือนความผิดพลาดในชีวิตคุณสินะคะ”
“ยูโกะ... เธอ...?”
ฉันหยิบมืดเล่มนั้นที่เก็บเอาไว้ตลอดเวลาออกมา


“รุ่นพี่คะ มีดนี้น่ะ พี่เขาได้ให้ฉันมาในเช้าวันนั้น”
“ถ้าเกลียดฉันนักละก็ จะฆ่าฉันก็ได้”
“ใช่ คุณพูดแบบนั้นในตอนนั้น”
“แต่ว่าเธอก็ไม่เคยหันมีดใส่ฉันเลยสักครั้ง ทั้งที่มีโอกาสอยู่แท้ๆ ทำไมกันล่ะ?”
“คุณ กำลังอยู่ในโลกแห่งภาพมายา พยายามจะให้ฉันมาแทนน้องสาวที่ตายไป แต่ฉันก็ไม่อาจมาซ้อนแทนภาพของน้องสาวที่ตายไปของคุณได้สินะคะ มันก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะฉันไม่ใช่น้องสาวของคุณ ให้ฉันเข้ามาเกี่ยวข้องกับความเพ้อฝันของคุณตามใจชอบ ทั้งที่มันไม่อาจเป็นจริงได้ ถึงอย่างนั้น ทำไมฉันถึงต้องมาเผชิญชะตากรรมแบบนี้ด้วย ทำไมฉันถึุงต้อง... ถึงต้อง...”
“เธอเองก็น่าจะเข้าใจดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ?”
พี่พูดด้วยเสียงที่อ่อนโยน ราวกับเป็นเสียงที่ควรใช้พูดกับน้องสาว

“แก้ แค้นไงล่ะ แก้แค้นต่อโลกที่ได้พรากน้องสาวจากฉันไป ฉันไม่อาจจะอภัยให้กับทุกสิ่งทุกอย่างได้ และในขณะที่ฉันไม่รู้ว่าจะเกลียดชังอะไรดีนั้น เธอก็ได้ปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าฉันไงล่ะ ยูโกะ”
“ด้วยเหตุผลนั้น... ฉันถึงต้อง...”
“ฉันได้เตรียมใจที่จะถูกเธอเกลียดมาตั้งนานแล้ว”
“เตรียม ใจอะไรกัน แค่พูดน่ะไม่ว่าใครก็พูดได้อยู่แล้ว! ฉันต้องเจ็บปวดแค่ไหนคุณรู้มั้ย!? แค่คำว่าเกลียดอย่างเดียวน่ะไม่พอหรอก คุณไม่มีทางเข้าใจถึงความสิ้นหวังของฉัน ทำไม ทำไมถึงต้องให้ฉันเข้ามาเกี่ยวพันกับการแก้แค้นของคุณด้วย”
“พอเถอะ ยูโกะ”
รุ่นพี่ฮิมุระจับดึงมือฉันที่กำลังถือมีดอยู่

“ปล่อย!”
“ถ้าทำแบบนี้ เธอก็จะเป็นเหมือนกับหมอนั่นนะ”
“แต่ว่า!”
“เธอ กำลังทำสิ่งที่ผิด... ไม่ ฉันจะไม่ยอมปล่อยให้เธอทำสิ่งที่ผิด อนาคตที่พวกเราจะก้าวเดินกันต่อไปจากนี้ ของแบบนี้น่ะไม่จำเป็นต้องใช้หรอก"
“รุ่นพี่... ฉัน...”
ฉันค่อยๆเริ่มรู้สึกจิตใจสงบลง เพราะมีรุ่นพี่คอยอยู่เคียงข้าง คนที่จะคอยแบกรับและเข้าใจถึงความเจ็บปวดทรมานและความโกรธแค้นของฉัน

“พอเถอะยูโกะ แบบนี้แม้แต่เธอก็จะถูกครอบงำด้วยเรื่องของการแก้แค้นด้วยนะ”
“รุ่นพี่... รุ่นพี่ฮิมุระ...”
เสียงมืดได้ตกกระทบพื้น
มันจบลงแล้วงั้นเหรอ...

“นั่นสินะ ลงเอยแบบนี้มันก็ไม่เลวเหมือนกัน”
“ที่จะจบลงน่ะมีแค่แกเท่านั้นล่ะ สำหรับพวกเราน่ะ อนาคตกำลังเริ่มขึ้นต่างหาก แกนั่นล่ะที่จะไม่มีอะไรเลย”
“คิด งั้นเหรอ? สิ่งที่ฉันไม่อยากสูญเสียไปน่ะมีแค่น้องสาวเท่านั้น ไม่มีอะไรเลยสิยิ่งดี ไม่สิ ฉันน่ะได้สูญเสียไปตั้งนานแล้ว สิ่งที่จะมาเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่านี้ได้ ไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกแล้ว แม้แต่ความทรงจำก็ไม่สดใส มีแต่จะยิ่งเจ็บปวดมากขึ้น ในคืนที่น้องสาวตายไปตอนนั้น บางทีตัวฉันอาจจะได้ตายไปแล้วก็ได้”
หลังจากพูดคนเดียวจบ พี่ก็ได้เริ่มเดินเข้ามา

“อย่าเข้ามานะ แกห้ามเข้าใกล้ยูโกะอีกเด็ดขาด”
รุ่นพี่ฮิมุระได้เอาหลังมาบังฉันเอาไว้


“รุ่นพี่...”
ฉันร้องไห้อยู่หลังรุ่นพี่ฮิมุระ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นที่ส่งผ่านเข้ามา ความรู้สึกเป็นห่วงที่มีให้ ฉันรู้สึกเบาใจขึ้นมาจริงๆ

“ไม่ ต้องทำท่าระวังแบบนั้นก็ได้ ฉันจะไปทำอะไรฮิมุระคุงได้ง่ายๆล่ะ และก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอะไรเลยด้วย อ้อใช่ ขอพูดไว้ก่อนที่จะลืมละกัน ความสามารถในการวาดรูปของฮิมุระคุงน่ะสุดยอดมาก ถ้าปล่อยทิ้งเอาไว้ก็คงจะเสียดายแย่”
“เรื่องนั้นฉันตัดสินใจเอง ไม่ต้องให้แกมาพูดหรอก”
“การดึงพรสวรรค์ของนักเรียนออกมา นั่นคืองานของครูล่ะ”
พี่พูดเช่นนั้นขึ้นแล้วก็ยิ้ม มองยังไงก็ดูแล้วไม่รู้สึกเหมือนกับว่าในใจกำลังวิปริตอยู่เลย เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด

“ผมอยากขอถามอะไรคุณไว้ก่อนอย่างนึง”
“หืม? อะไรเหรอ?”
“ท่าทีที่ดูเหมือนเป็นห่วงผมกับยูโกะที่เห็นอยู่นี่ เป็นแค่การแสดงงั้นเหรอ?”
“ไม่รู้สินะ อะไรคือความจริงฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้อะไรเลยจริงๆนั่นล่ะ ตั้งแต่คืนที่เด็กคนนั้นตายไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็...”
สูญ เสียความเป็นตัวเองไป จมอยู่กับสิ่งที่ไม่อาจเอากลับคืนมาได้ เหมือนกับรุ่นพี่ฮิมุระ คิดดูแล้วหากผิดพลาดไปละก็ รุ่นพี่ก็อาจจะกลายเป็นเหมือนกับพี่ พอคิดแบบนั้นแล้ว... อย่างที่คิดเลย รุ่นพี่ฮิมุระเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งจริงๆ


“ตลอด เวลาที่ผ่านมา ฉันพยายามที่จะวาดภาพน้องสาวมาโดยตลอด พยายามจะวาดภาพของเธอที่มีแต่รอยยิ้มอยู่เสมอ แต่ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ก็วาดไม่ได้เลย”
“...........”
“ทำไมกันนะ ฉันถึงจำหน้าของน้องสาวไม่ค่อยได้เลย พอพยายามจะนึกทีไร ภาพของเธอก็ยิ่งห่างไกลออกไป จนฉันไม่สามารถเอื้อมถึงได้”
สายลมเริ่มโพยพัด สายลมได้พัดพาเอาคำพูดและความรู้สึกออกไปยังที่ไกล ฉันกอดรุ่นพี่ฮิมุระเอาไว้อย่างแน่น


“รุ่นพี่ฮิมุระ”
“มันจบแล้วล่ะ ยูโกะ”
“รุ่นพี่ฮิมุระ...!”
พวก เรากอดกันอยู่นานบนดาดฟ้าเงียบๆโดยไม่พูดอะไร พอรู้สึกตัวอีกทีก็ไม่มีใครอยู่แล้วนอกจากพวกเราเพียงลำพังสองคน จากนี้ต่อไป พวกเราจะก้าวเดินไปด้วยกัน

…………………


“รุ่นพี่ฮิมุระ”
“อื้อ”
“ขอโทษที่ให้คอยนะคะ”
ฉันเดินมาถึงหน้าโบสถ์ที่นัดกับรุ่นพี่ฮิมุระเอาไว้

“ไ่ม่หรอก มาเร็วกว่าที่คาดนะ”
“แหม ก็กลัวว่าถ้าปล่อยให้รุ่นพี่ฮิมุระรอแล้วจะเกิดเรื่องน่ากลัวตามมาภายหลังน่ะสิคะ”
“เธอนี่นะ...”

.....................

“พรุ่งนี้ก็ถึงพิธีปิดภาคการศึกษาแล้ว เร็วจังเลยนะคะ”
“นั่นสินะ”
“วันหยุดฤดูร้อนงั้นเหรอ... แต่ว่ารุ่นพี่ยังต้องทำงานกับเรียนไปด้วยคงจะเหนื่อยแย่สินะคะ”
“เพิ่งถึงหน้าร้อนของ ม.๕ ยังไม่จำเป็นต้องเอาจริงเอาจังอะไรมาก แต่จะให้สบายๆไปเรื่อยๆก็ไม่ไหวเหมือนกัน”
“ฉันเองก็ควรจะทำงานพิเศษบ้างสินะ ที่เดียวกับรุ่นพี่”
“แบบนั้นอย่าดีกว่า ขอร้องล่ะ”
“โธ่...”
“ว่าแต่คุณลุงของเธอเขาว่ายังไงบ้าง ไปคุยมาแล้วสินะ”
“อ้อ นั่นสิ ลืมบอกไปเลย ดูเหมือนคุณลุงจะกลับมาโอโตวะอย่างกระทันหันน่ะค่ะ”
“กำลังติดทำงานที่อื่นอยู่สินะ”
“คุณ ป้าตอนนี้ก็กำลังอยู่โรงพยาบาล คงจะไม่ได้กลับไปบ้านอีกสักระยะ เห็นว่าจะให้ฉันอาศัยอยู่ที่นี่น่ะค่ะ แต่ว่า ก็ไม่ได้คิดที่จะสร้างบ้านขึ้นมาใหม่”
สำหรับการที่ต้องสูญเสียบ้านไปถึงสองครั้งในเวลาไม่กี่ปี ยังไงก็คงไม่คิดอยากที่จะสร้างขึ้นมาใหม่อีกในเร็ววัน
ฉันถอนหายใจเบาๆแล้วหยุดยืนอยู่กับที่


“ที่บอกว่าเพราะประมาทจุดบุหรี่ติดทิ้งไว้น่ะ คิดว่าเป็นเรื่องจริงหรือคะ”
“ตำรวจเขาตัดสินมาแล้วสินะ?”
“ค่ะ”
“ถ้างั้นก็ตามนั้นล่ะ ถึงจะคิดมากไปก็ไม่มีใครตอบอะไรได้หรอก”
“นั่นสินะคะ”
ตำรวจบอกว่าต้นไฟอยู่ที่ห้องของฉันเอง ดังนั้นฉันจึงอดที่จะกังวลใจสงสัยไม่ได้ ถึงอย่างนั้น...

“รุ่นพี่คะ”
“หืม?”
“คุณลุงไม่ได้พูดออกมาตรงๆแต่ดูเหมือนเขาจะรู้อะไรบางอย่างแล้วนะคะ”
“รู้แค่ไหนล่ะ”
“ตอนที่บ้านไฟไหม้ ไม่ได้เป็นเพราะฉันหนีออกจากบ้าน แต่เป็นเพราะไปอยู่กับผู้ชาย...”
“เป็นคุณลุงที่หัวไวจริงๆ แล้วจะเอายังไงล่ะ จะออกจากบ้านฉันแล้วไปเช่าห้องที่ไหนเหรอ?”
“ไม่ค่ะ ฉันบอกไปแล้วว่าฉันเจอที่อยู่ใหม่ที่จะให้พักได้แล้ว”
ฉันยิ้มขึ้น

“คุณลุงจะยอมเหรอแบบนี้”
“จะไปยอมได้ไงกันล่ะคะ ถึงยังไงเขาก็เป็นผู้ปกครองของฉัน”
“ก็แสดงว่าไม่ได้ไม่ใช่เหรอ!”
“คง ต้องใช้เวลาเกลี้ยกล่อมสักพักล่ะค่ะ คุณลุงเองก็ดูท่าจะอยู่โอโตวะนี่ไปอีกสักพัก เพราะว่าถึงจะเสร็จสิ้นงานศพแล้ว ก็ยังมีอะไรที่ต้องจัดการอยู่อีกเยอะ”
“นั่นสินะ”
“รุ่นพี่ฮิมุระคะ ให้ฉันอยู่ด้วยได้ใช่มั้ยคะ?”
ไม่รู้ทำไม ฉันรู้สึกกลัวขึ้นมา

“จะบ้าเหรอ เธอน่ะ”
รุ่นพี่ฮิมุระยิ้มขึ้น

“แน่นอนอยู่แล้วน่ะ ถึงห้องพักฉันจะแคบ แต่ก็มีที่สำหรับวางเธอลงอยู่แล้วล่ะ”
“ฉันไม่ใช่สิ่งของนะคะ”
ฉันเดินเข้ามาจับมือของรุ่นพี่ฮิมุระไว้


“รุ่นพี่ฮิมุระคะ”
“อะไรกัน ดูทำหน้าจริงจังเชียว”
“จริงๆแล้ว มีเรื่องนึงที่ฉันยังไม่เคยบอก”
“ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอกก็ได้ ไม่ว่าใครก็ต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่อยากบอกคนอื่นเหมือนกันล่ะ”
“เปล่าค่ะ ฉันอยากจะบอกเอาไว้ เพราะเป็นตอนนี้ฉันจึงอยากบอก”
“เข้าใจแล้ว ฉันจะฟัง”
รุ่นพี่ฮิมุระจับมือฉันตอบ ฉันถอนหายใจเข้าลึกๆทีนึงจากนั้นจึงเริ่มพูด

“เขา คนนั้นน่ะ... เขาน่ะ... ไม่ได้แค่เกลียดฉันอย่างเดียวหรอกค่ะ บางครั้งฉันก็มีความรู้สึกอย่างนั้นขึ้น สายตาเขาตอนที่มองฉันน่ะ ดูราวกับมีอะไรบางอย่างที่ซับซ้อนกว่านั้น ฉันอดรู้สึกอย่างนั้นไม่ได้”
“..........”
“นอกจากนี้ ฉันเองก็...”
“งั้นเหรอ...”
รุ่นพี่ฮิมุระดูเงียบไปครู่หนึ่ง

“เอาเถอะ ป่านนี้แล้ว ต่อให้คิดไปยังไงก็ไม่ได้คำตอบอะไรหรอก”
“นั่นสินะคะ ตอนนี้ฉันมีแต่รุ่นพี่ฮิมุระเท่านั้น เพราะฉะนั้นแล้ว อย่าทิ้งฉันไปนะคะ”
“อื้อ ถึงเธอไม่ขอ ฉันก็ไม่ปล่อยเธอไปหรอก”
“แหม”
“หืม?”
“รุ่นพี่ฮิมุระ พูดเรื่องน่าอายออกมากลางวันแสกๆเลยนะคะ”
“เธอนี่นะ...”
“ฮะๆๆ ล้อเล่นค่ะ ความจริงแล้วฉันดีใจมากเลยล่ะค่ะ”
รุ่นพี่ฮิมุระทำท่าถอนหายใจ แล้วยิ้มมาทางฉัน
ฉัน เองก็ไม่อาจบอกได้ว่าความกังวลทั้งหมดได้หายไป แต่ขอเพียงใช้เวลาสักหน่อย บาดแผลเหล่านี้ก็คงจะคลายลงไปได้ นั่นเพราะฉันจะได้อยู่เคียงข้างกับรุ่นพี่ฮิมุระ ฉันไ่ม่ต้องกลัวที่จะอยู่คนเดียวอีกต่อไป รุ่นพี่เป็นคนสำคัญของฉันที่ไม่อาจจะมีใครมาแทนได้


“ไปกันเถอะ”
“ค่ะ”
รู้สึกได้ถึงความอ่อนโยนของรุ่นพี่ฮิมุระ จากนั้นพวกเราก็ได้จับมือกันแล้วก้าวเดินออกไป



.....................