cloud

雲 - เมฆ

posted on 05 May 2008 18:36 by ikamiso  in cloud, translate

ข้อมูลทั้งหมดแปลมาจาก http://ja.wikipedia.org/wiki/

link เมฆซีร์รัส เมฆซีร์โรคิวมูลัส เมฆซีร์โรสเตรตัส เมฆอัลโตคิวมูลัส
เมฆอัลโตสเตรตัส เมฆนิมโบสเตรตัส เมฆคิวมูลัส เมฆคิวมูโลนิมบัส เมฆรูปเลนส์ ท้องฟ้าในsola

 

เมฆ(雲、くも)

 


คือหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งที่จับตัวเป็นก้อนลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ไม่ใช่แค่บนโลกเท่านั้น ยังเรียกรวมถึงหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วย หยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งที่ประกอบตัวเป็นเมฆนั้นเรียกว่าอนูเมฆ ถ้าเมฆที่ปกคลุมผิวดินจะเรียกว่าหมอก(霧、きり)

 

ชนิดของเมฆ


โดยทั่วไปจะแบ่งเมฆออกเป็นชนิดตามระดับความสูงได้เป็น ๔ กลุ่ม

๑. เมฆชั้นบน ได้แก่
- เมฆซีร์รัส巻雲、けんうん、cirrus、シーラス
- เมฆซีร์โรคิวมูลัส(巻積雲、けんせきうん、cirrocumulus、シーロキュムラス
- เมฆซีร์โรสเตรตัส巻層雲けんそううん、cirrostratus、シーロストラタス

๒. เมฆชั้นกลาง ได้แก่
- เมฆอัลโตคิวมูลัส(高積雲、こうせきうん、altocumulus、アルトキュムラス
- เมฆอัลโตสเตรตัส高層雲こうそううん、altostratus、アルトストラタス

๓. เมฆชั้นล่าง ได้แก่
- เมฆสเตรตัส層雲そううん、stratus、ストラタス
- เมฆสเตรโตคิวมูลัส層積雲そうせきうん、stratocumulus、ストラトキュムラス
- เมฆนิมโบสเตรตัส(乱層雲、らんそううん、nimbostratus、ニンボストラタス

๔. เมฆแนวตั้ง ได้แก่
- เมฆคิวมูลัส(積雲、せきうん、cumulus、キュムラス
- เมฆคิวมูโลนิมบัส積乱雲せきらんうん、cumulonimbus、キュムロニンバス
ทั้งหมดนี้เป็นแค่เมฆชนิดพื้นฐาน ๑๐ ชนิดเท่านั้น ยังมีการแบ่งย่อยตามลักษณะต่างๆอีกหลายชนิด

การเกิดและวิวัฒนาการของเมฆ
เมษก่อตัวขึ้นมาจากการที่ไอน้ำในชั้นบรรยากาศควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำหรือจับตัวกันเป็นก้อนน้ำแข็ง วิธีการเกิดเมฆโดยหลักๆแล้วมีอยู่ ๓ สาเหตุ

- การขยายตัวของอากาศโดยไม่มีการถ่ายเทความร้อน : เมื่ออากาศได้รับความร้อนเช่นจากดวงอาทิตย์ จะทำให้เกิดการขยายตัวโดยไม่มีการถ่ายเทความร้อนแล้วก็ลอยสูงขึ้น ทำให้อุณหภูมิลดลง เมื่อลดลงจนถึงจุดกลั่นตัว(จุดเดือด)ก็จะทำให้เกิดอนูเมฆขึ้นและก่อตัวเป็นก้อนเมฆ
- เกิดการชนกันของอากาศเย็นกับอากาศร้อน : เมื่อก้อนอากาศที่มีอุณหภูมิต่างกันมาชนกัน อากาศร้อนจะถูกทำให้เย็นลง เมื่อต่ำกว่าจุดกลั่นตัวก็จะทำให้เกิดอนูเมฆขึ้นและก่อตัวเป็นก้อนเมฆ

- อิ่มตัวจากการระเหย : แม้อุณหภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าความชื้นเพิ่มขึ้นจากการระเหย จะทำให้จุดกลั่นตัวสูงขึ้น เมื่อสูงขึ้นจนมากกว่าอุณภูมิของอากาศก็จะทำให้เกิดอนูเมฆขึ้นและก่อตัวเป็นก้อนเมฆ

อนูเมฆชนกัน ไอน้ำในอนูเมฆจะจับตัวกันและควบแน่นทำให้อนูเมฆมีขนาดใหญ่ขึ้น แรงจากแรงโน้มถ่วงและแรงลมลง สมดุลกับแรงลมยกตัว ทำให้เมฆลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ เมื่อแรงโน้มถ่วงกับแรงลมลงมีค่ามากขึ้นสมดุลนี้ก็ถูกทำลายลง อนูเมฆจะกลั่นตัวกลายเป็นเม็ดฝนหรือผลึกหิมะตกลงมา กรณีที่อนูเมฆไม่ใหญ่มาก ระหว่างที่ลอยตัวขึ้นและตกกลับลงมาซ้ำๆไปเรื่อยๆ เม็ดฝนหรือผลึกหิมะจะชนกันเองจนเกิดเป็นเม็ดใหญ่ขึ้นและตกลงมาในที่สุด

ขนาดของอนูเมฆที่ลอยอยู่ในอากาศโดยเฉลี่ยประมาณ ๑๐ ไมครอน(๐.๐๑ มิลลิเมตร) ในขณะที่เม็ดฝนมีขนาดประมาณ ๑๐๐๐ ไมครอน(๑ มิลลิเมตร)ขึ้นไป อนูเมฆเมื่อผ่านกระบวนการข้างต้นก็จะกลายเป็นน้ำฝนตกลงมาสู่พื้นดิน

รูปร่างของเมฆขึ้นกับรูปแบบการถ่ายเทความร้อนของอากาศ หรือลักษณะการชนกันของอากาศที่อุณหภูมิต่างๆ ถ้าเกิดมีการถ่ายเทความร้อนมากจะเกิดเป็นเมฆคิวมูลัสหรือเมฆคิวมูโลนิมบัสมากถ้าสภาพอากาศราบเรียบจะเกิดเมฆสเตรตัสหรืออัลโตสเตรตัสแผ่กว้างออกไปอย่างสม่ำเสมอในแนวนอนได้มาก และถ้าได้รับผลจากภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นภูเขา อาจเกิดเมฆชนิดพิเศษอย่างเมฆรูปเลนส์(レンズ雲) เมฆรูปคลื่น(波状雲) เป็นต้น

 

เมฆสเตรตัสที่ก่อตัวบริเวณใกล้ผิวน้ำ

 

 

สีของเมฆ
โดยทั่วไปแล้ว เมฆจะสะท้อนแสงในช่วงที่ตามองเห็นออกมาได้ง่าย ทำให้เห็นเมฆเป็นสีขาว แต่อาจเห็นเป็นสีต่างๆกันไปตามความหนาของเมฆ หรือความหนาแน่น หรือมุมที่แสงอาทิตย์ตกกระทบได้

เมฆสีขาวมีอนุภาคขนาดเล็กเบียดตัวกันอย่างหนาแน่นทำให้อัตราการสะท้อนแสงสูง จึงเห็นเป็นสีขาว ดังนั้นเมฆสีขาวจะไม่ค่อยกลายเป็นฝนสักเท่าไร อาจมีบ้างแต่น้อย

เมฆคิวมูลัสหรือเมฆสเตรตัส มีการขยายในแนวตั้งฉาก เพิ่มความหนาขึ้น จากนั้นบริเวณใกล้ฐานจะมืดลง นั่นคืออนุภาคของหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งที่ก่อตัวเป็นเมฆ ดูดซับแสงอาทิตย์ในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นได้ไม่หมด จึงเกิดการสะท้อนและหักเหกับอนุภาคภายในเมฆหลายครั้ง จนพลังงานที่มาถึงฐานเมฆเหลือน้อยจึงเห็นเป็นสีมืด

เมฆกับสภาพอากาศบนโลก
จากมลพิษทางอากาศ ทำให้ปริมาณเมฆเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการที่เรียกว่า ภาวะโลกมืด(地球薄暮化、ちきゅうはくぼか、global-dimming、グローバルデイミング
ปกติเมฆจะปกคลุมผิวโลก คอยดูดซับและสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้โลกเย็นลง อัตราการดูดซับต่างกันไปตามขนาดของอนูเมฆ ความหนา และรูปร่างของเมฆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีผลทำให้อัตราการดูดซับแสงอาทิตย์ของทั้งโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อสภาพอากาศโดยรวม
รายละเอียดเพิ่มเติม http://onedevil.exteen.com/20080316/global-dimming

เมฆบนดาวเคราะห์ดวงอื่น
ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่มีบรรยากาศส่วนใหญ่ จะมีเมฆเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับโลก เมฆบนดาวศุกร์ประกอบขึ้นจากกรดกำมะถัน(H2SO4) ดาวอังคารเป็นน้ำ ดาวพฤหัสและดาวเสาร์เป็นพวกแอมโมเนีย(NH3) ดาวยูเรนัสและเนปจูนเป็นมีเธน(CH4) และบนดาวบริวารไททันของดาวเสาร์ก็ดูเหมือนจะมีเมฆมีเธนเช่นกัน

巻雲 - เมฆซีร์รัส

posted on 06 May 2008 16:38 by ikamiso  in cloud, translate

ข้อมูลแปลจาก http://ja.wikipedia.org/wiki/巻雲

 

link ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเมฆ เมฆซีร์โรคิวมูลัส เมฆซีร์โรสเตรตัส เมฆอัลโตคิวมูลัส เมฆอัลโตสเตรตัส เมฆนิมโบสเตรตัส เมฆคิวมูลัส เมฆคิวมูโลนิมบัส เมฆรูปเลนส์ ท้องฟ้าในsola

 

เมฆซีร์รัส(巻雲、けんうん、cirrus、シーラス)

บางครั้งอาจเขียนคันจิว่า 絹雲 และยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น เมฆขนนกはね雲 เมฆทรายขาวしらす)

 

จัดว่าเป็นหนึ่งใน ๑๐ รูปแบบพื้นฐานของเมฆ ชื่อ Cirrus ในภาษาละตินมีความหมายว่า เส้นที่หมุนวน เป็นเมฆที่ก่อตัวขึ้นจากผลึกน้ำแข็ง ในชั้นโทรโพสเฟียร์(対流圏)ที่ความสูงประมาณ ๕-๑๓ กิโลเมตร มีลักษณะเป็นเส้นๆคล้ายใยไหมหรือเป็นริ้วบางๆ เป็นปอยเหมือนขนนก หรืออาจเห็นเป็นริ้วโค้งยาวๆพาดอยู่บนฟ้า สามารถแบ่งย่อยเป็นชนิดได้หลายชนิดตามรูปร่าง

 

ในภูมิประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร จะพบได้มากในฤดูใบไ้ม้ร่วงและฤดูใบไม้ผลิ เพราะว่าช่วงนั้น ในแถบเขตอบอุ่นได้รับอิทธิพลจากเจทสตรีม(ジェット気流)มาก เมฆซีร์รัสที่เกิดจากเจทสตรีมนี้เรียกว่า เมฆเจทซีร์รัส(ジェット巻雲

 

เมฆเจทซีร์รัส

 

เมื่อเมฆคิวมูโลนิมบัสขยายตัวจนมาถึงโทรโพเพาส์(対流圏界面)ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างชั้นโทรโพสเฟียร์(対流圏)และชั้นสตราโทสเฟียร์(成層圏) ตั้งแต่ยอดเมฆลงมาอาจถูกพัดปลิวไปตามลม เกิดเป็นเมฆซีร์รัสขึ้นได้

 

เนื่องจากช่วงที่แนวปะทะอากาศร้อนหรือพายุหมุนเขตร้อนกำลังเริ่มใกล้เข้ามา จะเริ่มมีเมฆซีร์รัสโผล่มาก่อนในตอนแรก ดังนั้นจึงเป็นที่รู้กันมาแต่อดีตแล้วว่า พอเห็นเมฆซีร์รัสแผ่กระจายอยู่ที่ด้านหนึ่งของท้องฟ้าแล้ว ในไม่ช้าฝนจะตก

 

เมฆซีร์รัสรูปเส้นไย

 

 

ข้อมูลแปลจาก http://ja.wikipedia.org/wiki/巻積雲

 

link ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเมฆ เมฆซีร์รัส เมฆซีร์โรสเตรตัส เมฆอัลโตคิวมูลัส เมฆอัลโตสเตรตัส เมฆนิมโบสเตรตัส เมฆคิวมูลัส เมฆคิวมูโลนิมบัส เมฆรูปเลนส์ ท้องฟ้าในsola

 

เมฆซีร์โรคิวมูลัส巻積雲、けんせきうん、cirrocumulus、シーロキュムラス)

ลอยอยู่ที่ระดับความสูง ๕-๑๓ กิโลเมตร โดยประมาณ มีลักษณะเป็นก้อนเล็กๆที่จัดเรียงตัวกันเป็นเกล็ด จัดเป็นเมฆชั้นบน ก่อตัวขึ้นมาจากผลึกน้ำแข็ง บางครั้งอาจเขียนคันจิว่า 積雲 นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกหลากหลาย เช่น เมฆเกล็ด(うろこ雲)เมฆอิวาชิ(いわし雲) เมฆซาบะ(さば雲)ลักษณะของเมฆซีร์โรคิวมูลัสจะดูคล้ายกับเมฆอัลโตคิวมูลัส อาจแยกแยะยากสักหน่อย วิธีแยกแยะความแตกต่าง เช่น

- ระดับความสูงที่เมฆก่อตัวขึ้น : เมฆซีร์โรคิวมูลัสจะก่อตัวที่ระดับสูงกว่า

- ขนาดของเกล็ดเมฆแต่ละก้อน : เมฆซีร์โรคิวมูลัสจะเล็กกว่า

- ความบางของเมฆ ความโปร่งแสง : เมฆซีร์โรคิวมูลัสจะบางกว่า ทำให้แสงผ่านทะลุลงมาได้โดยไม่เกิดเงา

เมฆซีร์โรคิวมูลัสยังแยกย่อยตามรูปร่างอีกได้เป็นหลายชนิด

 

ช่วงที่แนวปะทะอากาศร้อนหรือพายุเขตร้อนกำลังใกล้เข้ามา จะมีเมฆซีร์โรคิวมูลัสเกิดถัดจากเมฆซีร์รัส ดังนั้นถ้าเห็นเมฆทั้ง ๒ ชนิดตามลำดับแบบนี้แล้ว แน่ใจได้ว่ากำลังจะเกิดสภาพอากาศที่เลวร้ายตามมา

 

โดยทั่วไปแล้วตลอดทั้งเขตละติจูดต่ำและละติจูตสูงจะสามารถเห็นได้ตลอดทั้งปี แต่ที่ญี่ปุ่นจะพบมากเป็นพิเศษในฤดูใบไ้ม้ร่วง เนื่องจากมีใต้ฝุ่นและหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนตัวเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเมฆชนิดนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของฤดูใบไม้ร่วง