หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นที่เขียนในหน้านี้เป็นหลักที่่คิดขึ้นมาเอง และใช้เองมาตลอดเวลาจะเขียนคำภาษาญี่ปุ่นเป็นการเรียบเรียงหลักการการเขียนไว้ใช้เอง แต่ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจภาษาญี่ปุ่นด้วยก็เลยเอามาลงไว้ในนี้

หลักนี้เป็นแค่ความเห็นส่วนตัวในการเขียนเท่านั้น ดังนั้นคนอื่นอาจจะไม่ได้เขียนแบบนี้ก็เป็นได้ แต่โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นหลักการเขียนที่ดูจะลงตัวที่สุดเท่าที่จะคิดได้ในตอนนี้

อนึ่งต้องเท้าความก่อนว่าที่จริงแล้วหลักการเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นของราชบัณฑิตนั้นมีอยู่ 
http://th.wikipedia.org/wiki/การเขียนคำทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น

แต่ว่าในการเขียนโดยทั่วไปแทบไม่มีใครใช้หลักการนี้เลย เพราะมันค่อนข้างขัดต่อความนิยมที่คนส่วนใหญ่ใช้กันพอสมควร เมื่อเขียนแล้วจึงดูขัดๆ กลายเป็นหลักที่ตั้งขึ้นมาแล้วไม่ถูกใช้จริง ยกเว้นบางที่เช่นในวิกิพีเดีย

ดังนั้นจึงต้องคิดหลักของตัวเองขึ้นมา เป็นหลักที่เขียนตามความนิยมในขณะที่ทำให้มีมาตรฐานที่แน่นอนด้วย

แน่นอนไม่มีหลักการเขียนไหนที่ดีที่สุดไปทั้งหมด มันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป และแต่ละคนคิดก็คงจะต่างกันออกไปด้วย

ที่จริงหลักนี้เขียนมาก็เพื่อให้ตัวเองใช้เวลาเขียนอะไรต่างๆเท่านั้น แต่ถ้าจะมีใครนำหลักที่เขียนในหน้านี้ไปใช้ก็จะยินดีมาก ต่อให้ไม่นำไปทั้งหมดก็ตาม


ที่ต้องคิดหลักขึ้นมาเพราะเวลาเขียนจะได้เขียนเหมือนเดิมตลอด ไม่งั้นคงจะมั่วแย่ คนที่มีโอกาสเขียนอะไรบ่อยๆควรจะกำหนดมาตรฐานของตัวเองขึ้นมา

ข้อความทั้งหมดที่เขียนในบล็อกนี้ส่วนใหญ่ใช้หลักนี้ ยกเว้นหน้าบทความเก่าๆซึ่งเขียนตอนที่หลักการยังไม่ลงตัวก็อาจจะเขียนต่าง ออกไปในบางคำ แต่ถ้าหน้าที่เขียนใหม่ต่อจากนี้ไปจะเขียนตามหลักนี้ทั้งหมดแน่นอน

สำหรับหลักที่ใช้นี้ ตั้งขึ้นมาโดยเน้นว่า
- เขียนให้ใกล้เคียงเสียงจริงๆที่สุด
- ทำให้แยกความแตกต่างระหว่างเสียงคนละเสียงกันให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- ไม่ให้ต่างจากที่คนทั่วไปนิยมเขียนกันมากจนดูแล้วขัด
- ทำให้ความเป็นสองมาตรฐานมีน้อยที่สุด คือคำที่มีลักษณะเดียวกันก็ควรจะเขียนด้วยหลักแบบเดียวกัน
- ไม่ทำลายหลักการเขียนภาษาไทยโดยทั่วไป



หลักการเขียนคำทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น


เสียงสระ
- สระเดี่ยว
สระเดี่ยวในภาษาญี่ปุ่นมีทั้งหมด ๕ สระ คือ あいうえお (a i u e o)

あ (a) = อะ, อา
*เขียน เป็นสระอา ยกเว้นเมื่อเป็นพยางค์สุดท้ายของคำเขียนเป็นสระเอะ นอกจากนี้ถ้าตามด้วยตัวสะกดก็จะเขียนเป็นสระอะ (อั) เช่น ん (an) เขียนว่า "อัง"
#ตัวอย่าง かながわ (kanagawa) = คานางาวะ

い (i) = อิ
*เขียนเป็นสระอิตลอดไม่มีข้อยกเว้น
#ตัวอย่าง にっき (nikki) = นิกกิ
う (u) = อุ, อึ
*เขียนเป็นสระอุตลอด ยกเว้น す (su) , ず (zu) , つ (tsu) เขียนเป็นสระอึ เขียนเป็น สึ, ซึ, ทสึ
*สาเหตุเนื่องจากความนิยมในการเขียน ความจริงเสียงแถว う (u) นั้นใกล้เคียงสระอึมากกว่าสระอุ แต่ไม่ค่อยมีใครนิยมเขียนเป็นสระอึ นอกจากจากสามตัวนี้
#ตัวอย่าง くず (kuzu) = คุซึ

え (e) = เอะ, เอ
*เขียนเป็นสระเอ ยกเว้นเมื่อเป็นพยางค์สุดท้ายของคำเขียนเป็นสระเอะ
#ตัวอย่าง えいえん (eien) = เอย์เอง

お (o) = โอะ, โอ
*เขียน เป็นสระโอ ยกเว้นเมื่อเป็นพยางค์สุดท้ายของคำเขียนเป็นสระโอะ นอกจากนี้ถ้าตามด้วยตัวสะกดก็เขียนเป็นสระโอะ (ไม่มีรูปสระ) เช่นกัน เช่น おん (on) เขียนว่า "อง"
#ตัวอย่าง ろくおん (rokuon) = โรกุอง


- เมื่อสระมาผสมกัน
ภาษาญี่ปุ่นโดยพื้นฐานแล้วไม่มีสระประสม แต่เมื่อนำสระสองตัวมาต่อกันก็กลายเป็นเสียงสระผสมได้ ซึ่งเวลาเขียนในภาษาไทยก็มีหลายคู่สระที่มักนิยมเขียนเป็นสระประสม
ああ (aa) = อา
#ตัวอย่าง おかあさん (okaasan) = โอกาซัง

あい (ai) = ไอ
*กรณีมาจากคันจิคนละตัวจะอ่านแยกเป็น "อาอิ"
#ตัวอย่าง さいかい (saikai) = ไซไก
いい (ii) = อี
*กรณีมาจากคันจิคนละตัวจะอ่านแยกเป็น "อิอิ"
#ตัวอย่าง おいしい (oishii) = โออิชี
うい (ui) = อุย, อึย
*เขียนเป็นสระอุย ยกเว้น すい (sui)、ずい (zui)、つい (tsui) เขียนเป็น ซึย, ซึย, ทซึย
*กรณีมาจากคันจิคนละตัวจะอ่านแยกเป็น "อุอิ"
#ตัวอย่าง たぐい (tagui) = ทางุย,  ふんすい (funsui) =ฟุนซึย
うう (uu) = อู, อือ
*เขียนเป็นสระอู ยกเว้น す (suu)、ず (zuu)、つ (tsuu) เขียนเป็น ซือ, ซือ, ทซือ
#ตัวอย่าง ゆうずう (yuuzuu) = ยูซือ
えい (ei) = เอย์

#ตัวอย่าง めいれい (meirei) = เมย์เรย์
ええ (ee) = เอ

*ที่จริง えい กับ ええ อ่านออกเสียงเหมือนกันเป็นเสียงสระเอยาว แต่เนื่องจากความนิยมในการเขียนทำให้การเขียนต่างกัน
#ตัวอย่าง おねえさん (oneesan) = โอเนซัง

おい (oi)  = โอย
#ตัวอย่าง あおい (aoi) = อาโอย
おう (ou) = โอว
#ตัวอย่าง ほうおう (houou) = โฮวโอว

おお (oo) = โอ
* ที่จริง おう (ou) กับ おお (oo) อ่านออกเสียงเหมือนกันเป็นเสียงสระโอยาว แต่เนื่องจากความนิยมในการเขียนทำให้การเขียนต่างกัน
#ตัวอย่าง ほのお (honoo) = โฮโน

คู่สระที่ไม่ได้เขียนในนี้ทั้งหมดคือให้อ่านแยก เช่น いあ (ia) เขียนว่า "อิอะ" いう (iu) เขียนว่า "อิอุ"

- สระควบ
คือคำในแถว い ที่มี ゃゅょ (ตัวเล็ก) ตามไว้ข้างหลัก
きゃ (kya) = เคีย
#ตัวอย่าง ひゃく (hyaku) = เฮียกุ

きゅう (kyuu) = คิว
#ตัวอย่าง りゅうきゅう (ryuukyuu) = ริวกิว
きょ (kyo) = เคียว

#ตัวอย่าง きょく (kyoku) = เคียวกุ
きょう (kyou) = เคียว

* ที่จริง きょ (kyo) กับ きょう (kyou) ออกเสียงต่างกันที่เสียงสั้นกับเสียงยาว แต่เวลาเขียนในภาษาไทยไม่สามารถเขียนให้ต่างได้จึงต้องยอมให้เหมือนกัน
#ตัวอย่าง きょうりょう (kyouryou) = เคียวเรียว

เสียงพยัญชนะ
ใน ภาษาญี่ปุ่นมีแถวพยัญชนะทั้งหมด ๑๐ แถว แต่ถ้ารวมตัวที่เติม ゛ และ ゜ ด้วยก็จะเป็น ๑๕ ได้แก่ あかがさざただなはばぱまやらわ (a ka ga sa za ta da na ha ba pa ma ya ra wa)
นอกจากนี้ยังมีเสียงพยัญชนะที่เพิ่มพิเศษมาจากในแถวอีก ๔ เสียง นั่นคือ しじちつふ (shi ji chi tsu fu) รวมทั้งหมดเป็น ๒๐ เสียง
นอกจากนี้ยังมีเสียง ひ (hi) ซึ่งไม่ได้อ่านออกเสียงเป็น "ฮ" เหมือนอย่าง はへほ (ha he ho) แต่ในภาษาไทยไม่สามารถแยกเสียงนี้ได้ จึงเขียนเป็น "ฮ" เหมือนกันหมด
และ เสียง に (ni) ซึ่งก็ไม่ได้อ่านออกเสียงเป็น "น" เหมือนอย่าง なぬねの (na nu ne no) แต่ในภาษาไทยไม่สามารถแยกเสียงนี้ได้จึงเขียนเป็น "น" เหมือนกันหมด
ぢ (ji) นั้นออกเสียงเหมือนกับ じ (ji) และ づ (zu) ออกเสียงเหมือนกับ ず (zu) ดังนั้นไม่ได้แยกเอาไว้ ให้ถือว่าเขียนเหมือนกันหมด

あ (a) = อ
か (ka) = ค, ก
*เมื่ออยู่พยางค์ต้นคำเขียนเป็น ค นอกนั้นเขียนเป็น ก
#ตัวอย่าง こころ (kokoro) = โคโกโระ
が (ga) = ก, ง

*เมื่ออยู่พยางค์ต้นคำเขียนเป็น ก นอกนั้นเขียนเป็น ง
* เสียง か (ka) กับ が (ga) นั้นบางคนเขียนแบบสองมาตรฐานจึงทำให้สับสนง่ายมาก บางคนเขียน が (ga) เป็น "ก" แม้จะอยู่พยางค์หลัง ซึ่งจะทำให้สับสนกับ か (ka) ดังนั้นจึงควรเขียนเป็น "ง" ทั้งหมด
#ตัวอย่าง ごご (gogo) = โกโงะ, げっこん (gekkon) = เกกกง
さ (sa) = ซ, ส

*เมื่อเป็นเสียงสระสั้นเขียนเป็น ส เช่น สะ, สึ, เสะ, โสะ นอกนั้นเขียนเป็น ซ
#ตัวอย่าง さんそ (sanso) = ซันโสะ
ざ (za) = ซ
* ที่จริง さ (sa) กับ ざ (za) ออกเสียงต่างกัน แต่ในภาษาไทยไม่มีวิธีแยกจึงเขียนเป็น ซ เหมือนกัน
#ตัวอย่าง すず (suzu) = สึซึ
し (shi) = ช

じ (ji) = จ
た (ta) = ท, ต
*เมื่ออยู่พยางค์ต้นคำเขียนเป็น ท นอกนั้นเขียนเป็น ต
#ตัวอย่าง たたみ (tatami) = ทาตามิ
だ (da) = ด
ち (chi) = จ
* ที่จริง ち (chi) กับ じ (ji) ออกเสียงต่างกัน แต่ในภาษาไทยไม่มีวิธีแยกจึงเขียนเป็น จ เหมือนกัน
つ (tsu) = ทส, ตส, ทซ, ตซ
*เมื่อ อยู่พยางค์ต้นคำเขียนเป็น ทส นอกนั้นเขียนเป็น ตส นอกจากนี้อักษรที่อยู่ด้านหน้า つ (tsu) ให้เขียนเป็นลักษณะเหมือนมีตัวสะกด เช่น あつ (atsu) = อัตสึ, おつ (otsu) = อตสึ
กรณีที่เป็นเสียงยาว (คือตามด้วย う (u)) ทซ, ตซ เช่น ふつう (futsuu) = ฟุตซือ, つうろ (tsuuro) = ทซือโระ

な (na) = น
は (ha) = ฮ
ば (ba) = บ
ぱ (pa) = ป
ふ (fu) = ฟ
ま (ma) = ม
や (ya) = ย
ら (ra) = ร
わ (wa) = ว


ตัวสะกด
- ん (n)
ん (n) เป็นตัวสะกดตัวเดียวในภาษาญี่ปุ่น แต่การออกเสียงนั้นค่อนข้างหลายขึ้นอยู่กับว่าตามหลังด้วยอะไร ดังนั้นการเขียนจึงต้องต่างกันออกไปด้วย
นำหน้าพยัญชนะแถว あさざただなやら  (a sa za ta da na ya ra) เขียนเป็น "น"
นำหน้าพยัญชนะแถว かが (ka ga ha wa) เขียนเป็น "ง"
นำหน้าพยัญชนะแถว ばぱま (ba pa ma) เขียนเป็น "ม"
อยู่พยางค์ท้าย เขียนเป็น "ง"
#ตัวอย่าง しんかんせん (shinkansen) = "ชิงกันเซง", てんもん (tenmon) = เทมมง


- っ
っ เป็นอักษรที่ใช้เป็นเสียงตัวสะกดตามตัวหลัง เวลาเขียนก็เขียนเป็นตัวสะกดให้เหมือนกับอักษรที่อยู่ข้างหลัง
#ตัวอย่าง さっき (sakki) = ซักกิ, きっぷ (kippu) = คิปปุ, こっち (kocchi) = คจจิ



ข้อควรเน้นเพิ่มเติม
1. ในภาษาญี่ปุ่นมีแค่ ๕ สระเท่านั้น
มีแค่เสียง う (u) ที่อยู่กึ่งระหว่างสระอุกับสระอึทำให้มีการเขียนสองแบบ ส่วนสระแถวอื่นนั้นเขียนได้แบบเดียว

ที่ผิดกันเยอะคือสระแถว お (o) ซึ่งคนมักจะเผลอเขียนเป็นสระออเมื่อมีตัวสะกดต่อท้ายตามความเคยชินจากภาษาอังกฤษ เช่น
おんせん (onsen) มักถูกเขียนเป็น "ออนเซน" ทั้งที่ควรเขียนเป็น "อนเซง"
ชื่อเกาะ ほんしゅう (honshuu) มักถูกเขียนเป็น "ฮอนชู" ทั้งที่ควรเขียนเป็น "ฮนชู"
นามสกุล ほんだ (honda) มักถูกเขียนเป็น "ฮอนดะ" ทั้งๆที่ควรเขียนเป็น "ฮนดะ" (กรณีที่พูดถึงบริษัทฮอนด้าก็ให้เขียนไปตามนี้เพราะเขามาจดทะเบียนใช้ชื่อนี้ในไทย กลายเป็นคำไทยไปแล้ว แต่ถ้าพูดถึงนามสกุลทั่วไปจะยังเขียนว่า "ฮนดะ")
นามสกุล こんどう (kondou) ก็ควรเขียนเป็น "คนโดว" ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ "คอนโด" ซึ่งย่อมาจากคอนโดมีเนียม ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษเลย

2. เวลาทับศัพท์ไม่ควรใส่วรรณยุกต์
เวลาอยู่ท้ายพยางค์บางคำคนนิยมใส่วรรณยุกต์ เช่น
ชื่อเมือง なごや (nagoya) มักถูกเขียนเป็น "นาโงย่า" ความจริงไม่ควรใช้วรรณยุกต์ เขียนแค่ "นาโงยะ" ก็พอแล้ว
ひろしま (hiroshima) ก็เป็น "ฮิโรชิมะ" ไม่ใช่ "ฮิโรชิม่า"
おおさか (oosaka) ก็เป็น "โอซากะ" ไม่ใช่ "โอซาก้า"
อนึ่ง การเขียนแบบนี้มักพบแค่ในชื่อบางชื่อที่ดังๆติดหู นอกนั้นไม่ค่อยพบการใส่วรรณยุกต์ แต่ถ้าใช้หลักนี้คือจะไม่มีการใส่วรรณยุกต์ ไม่ว่าจะชื่ออะไรก็ตาม
นั่นเพราะภาษาญี่ปุ่นไม่มีวรรณยุกต์ และวรรณยุกต์ที่ไปใส่ก็ไม่ใช่เสียงจริงๆที่เขาออกอีกด้วย เพราะภาษาญี่ปุ่นมักจะออกเสียงแบบเรียบๆมากกว่า ไม่ได้ขึ้นเสียงสูงแบบไม้โทตอนท้ายพยางค์แบบนี้
เหตุผลที่ไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ อ่านได้ใน http://ikamiso.exteen.com/20121010/entry

3. คำที่มี ん (n)
มักพบว่ามีการใช้กันหลายมาตรฐาน ซึ่งนอกจากจะทำให้เขียนไม่เหมือนกันแล้วยังทำให้ออกเสียงผิดอีกด้วย ดังนั้นจึงควรเขียนตามเสียงที่ออก

4. การใช้ไม้ไต่คู่
คำในแถวสระ え (e) เวลาตามหลังด้วยตัวสะกด บางคนจะเขียนโดยใส่ไม้ไต่คู่ด้วย แต่บางคนก็ไม่ใส่ แต่ถ้ายึดตามหลักนี้ไม่ว่าคำไหนก็ตามไม่มีการใส่ไม้ไต่คู้เลย
#ตัวอย่าง せっけん (sekken) = เซกเกง

5. か (ka) และ が (ga)
เนื่อง จากสองเสียงนี้ต่างสามารถถูกเขียนด้วย "ก" จึงสับสนง่ายว่าเวลาเห็น "ก" จะหมายถึงเสียงไหน ถ้าใช้หลักนี้จะเป็นที่แน่นอนว่าถ้าเห็น "ก" อยู่พยางค์แรกจะเป็นเสียง が (ga) ถ้าอยู่พยางค์หลังจะเป็น か (ka)
#ตัวอย่าง げっこう (gekkou) = เกกโกว


ข้อยกเว้นเล็กน้อย
ชื่ออะไรต่างๆที่ถูกเรียกกันมาจนเคยชินในภาษาไทยไปแล้วก็ยังคงเขียนแบบเดิม เช่น
ชื่อ เมือง とうきょう (toukyou) "โตเกียว" กับ きょうと (kyouto) "เกียวโต" ถ้าหากเขียนตามหลักก็ต้องเขียนเป็น "โทวเกียว" กับ "เคียวโตะ" ซึ่งจะดูแปลกๆเกินและไม่ชินจึงเรียกแบบเดิม

Comment

Comment:

Tweet

embarrassed embarrassed embarrassed embarrassed

#15 By (202.144.187.249|202.144.187.249) on 2015-07-23 19:07

#14 By กิตติยา (101.109.87.82|101.109.87.82) on 2015-06-30 09:32

#13 By วิทยา (118.172.171.156|118.172.171.156) on 2015-04-16 09:53

#12 By (116.58.255.189|116.58.255.189) on 2015-03-02 17:25

#11 By TUM (183.88.5.12|183.88.5.12) on 2015-01-19 10:27

หยก

#10 By (101.51.151.169|101.51.151.169) on 2015-01-10 13:32

#9 By หยก (101.51.151.169|101.51.151.169) on 2015-01-10 13:32

สุดเขต

#8 By (1.4.247.212|1.4.247.212) on 2014-04-22 06:42

รบกวนสอบถามหน่อยคะ 上室賀 (kamimuroga) คามิมุโรงะ และ  hirofumi   shiratori   ฮิโรฟุมิ   ชิราโตริ เขียนคำอ่านเป็นภาษาไทยใช่แบบนี้หรือเปล่าค่ะ

#7 By ยูกิ (103.7.57.18|180.3.100.13) on 2013-03-11 09:19

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณมากค่าา

#6 By closed on 2013-01-14 22:03

@vermillionend แม่นแล้ว

#5 By φυβλας on 2013-01-13 16:33

เป็น entry ที่ดีมากเลยล่ะครับ มีปัญหาตรง か กับ が มานาน 
ถ้างั้นคำว่า みながみ ก็ต้องอ่านว่า "มิืนางามิ" เหรอครับ

#4 By vermillionend on 2013-01-12 23:23

@daejeonastronomy ตัว ち ที่จริงเสียงกึ่งๆระหว่าง ช กับ จ แต่มักจะพบว่าคนนิยมเขียนเป็น จ กันบ่อยกว่า ดังนั้นจึงตัดสินใจเขียนเป็น จ ทั้งหมด เพื่อไม่ให้สับสน
ซึ่งจะทำให้ซ้ำกับ じ แต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะหากเขียนเป็น ช ก็จะไปซ้ำกับ し ยังไงก็ต้องซ้ำสักทางอยู่แล้ว จึงได้แต่เลือกทางที่คิดว่าเหมาะที่สุด

#3 By φυβλας on 2013-01-10 22:41

เอนทรี่นี้มีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่นมากเลยครับพี่ อย่างตัว ち นี่ผมเองก็ไม่แน่ใจว่าจะเขียนทับเป็น "ฉิ" หรือ "จิ" ดี (ตอนนั้นเกรงว่าจะซ้ำกับ じ)
ว่าแล้วก็ปาดาว Hot! Hot! Hot!
อ่านตาปริบๆ
big smile

#1 By Nirankas on 2013-01-10 08:26