ข้อมูลทั้งหมดแปลมาจาก http://ja.wikipedia.org/wiki/雲
link เมฆซีร์รัส เมฆซีร์โรคิวมูลัส เมฆซีร์โรสเตรตัส เมฆอัลโตคิวมูลัส เมฆอัลโตสเตรตัส เมฆนิมโบสเตรตัส เมฆคิวมูลัส เมฆคิวมูโลนิมบัส เมฆรูปเลนส์ ท้องฟ้าในsola
เมฆ(雲、くも)
คือหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งที่จับตัวเป็นก้อนลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ ไม่ใช่แค่บนโลกเท่านั้น ยังเรียกรวมถึงหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งในบรรยากาศของดาวเคราะห์ดวงอื่นด้วย หยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งที่ประกอบตัวเป็นเมฆนั้นเรียกว่าอนูเมฆ ถ้าเมฆที่ปกคลุมผิวดินจะเรียกว่าหมอก(霧、きり)
ชนิดของเมฆ
โดยทั่วไปจะแบ่งเมฆออกเป็นชนิดตามระดับความสูงได้เป็น ๔ กลุ่ม
๑. เมฆชั้นบน ได้แก่
- เมฆซีร์รัส(巻雲、けんうん、cirrus、シーラス)
- เมฆซีร์โรคิวมูลัส(巻積雲、けんせきうん、cirrocumulus、シーロキュムラス)
- เมฆซีร์โรสเตรตัส(巻層雲、けんそううん、cirrostratus、シーロストラタス)
๒. เมฆชั้นกลาง ได้แก่
- เมฆอัลโตคิวมูลัส(高積雲、こうせきうん、altocumulus、アルトキュムラス)
- เมฆอัลโตสเตรตัส(高層雲、こうそううん、altostratus、アルトストラタス)
๓. เมฆชั้นล่าง ได้แก่
- เมฆสเตรตัส(層雲、そううん、stratus、ストラタス)
- เมฆสเตรโตคิวมูลัส(層積雲、そうせきうん、stratocumulus、ストラトキュムラス)
- เมฆนิมโบสเตรตัส(乱層雲、らんそううん、nimbostratus、ニンボストラタス)
๔. เมฆแนวตั้ง ได้แก่
- เมฆคิวมูลัส(積雲、せきうん、cumulus、キュムラス)
- เมฆคิวมูโลนิมบัส(積乱雲、せきらんうん、cumulonimbus、キュムロニンバス)
ทั้งหมดนี้เป็นแค่เมฆชนิดพื้นฐาน ๑๐ ชนิดเท่านั้น ยังมีการแบ่งย่อยตามลักษณะต่างๆอีกหลายชนิด
การเกิดและวิวัฒนาการของเมฆ
เมษก่อตัวขึ้นมาจากการที่ไอน้ำในชั้นบรรยากาศควบแน่นกลายเป็นหยดน้ำหรือจับตัวกันเป็นก้อนน้ำแข็ง วิธีการเกิดเมฆโดยหลักๆแล้วมีอยู่ ๓ สาเหตุ
- การขยายตัวของอากาศโดยไม่มีการถ่ายเทความร้อน : เมื่ออากาศได้รับความร้อนเช่นจากดวงอาทิตย์ จะทำให้เกิดการขยายตัวโดยไม่มีการถ่ายเทความร้อนแล้วก็ลอยสูงขึ้น ทำให้อุณหภูมิลดลง เมื่อลดลงจนถึงจุดกลั่นตัว(จุดเดือด)ก็จะทำให้เกิดอนูเมฆขึ้นและก่อตัวเป็นก้อนเมฆ
- เกิดการชนกันของอากาศเย็นกับอากาศร้อน : เมื่อก้อนอากาศที่มีอุณหภูมิต่างกันมาชนกัน อากาศร้อนจะถูกทำให้เย็นลง เมื่อต่ำกว่าจุดกลั่นตัวก็จะทำให้เกิดอนูเมฆขึ้นและก่อตัวเป็นก้อนเมฆ
- อิ่มตัวจากการระเหย : แม้อุณหภูมิจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ถ้าความชื้นเพิ่มขึ้นจากการระเหย จะทำให้จุดกลั่นตัวสูงขึ้น เมื่อสูงขึ้นจนมากกว่าอุณภูมิของอากาศก็จะทำให้เกิดอนูเมฆขึ้นและก่อตัวเป็นก้อนเมฆ
อนูเมฆชนกัน ไอน้ำในอนูเมฆจะจับตัวกันและควบแน่นทำให้อนูเมฆมีขนาดใหญ่ขึ้น แรงจากแรงโน้มถ่วงและแรงลมลง สมดุลกับแรงลมยกตัว ทำให้เมฆลอยตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศ เมื่อแรงโน้มถ่วงกับแรงลมลงมีค่ามากขึ้นสมดุลนี้ก็ถูกทำลายลง อนูเมฆจะกลั่นตัวกลายเป็นเม็ดฝนหรือผลึกหิมะตกลงมา กรณีที่อนูเมฆไม่ใหญ่มาก ระหว่างที่ลอยตัวขึ้นและตกกลับลงมาซ้ำๆไปเรื่อยๆ เม็ดฝนหรือผลึกหิมะจะชนกันเองจนเกิดเป็นเม็ดใหญ่ขึ้นและตกลงมาในที่สุด
ขนาดของอนูเมฆที่ลอยอยู่ในอากาศโดยเฉลี่ยประมาณ ๑๐ ไมครอน(๐.๐๑ มิลลิเมตร) ในขณะที่เม็ดฝนมีขนาดประมาณ ๑๐๐๐ ไมครอน(๑ มิลลิเมตร)ขึ้นไป อนูเมฆเมื่อผ่านกระบวนการข้างต้นก็จะกลายเป็นน้ำฝนตกลงมาสู่พื้นดิน
รูปร่างของเมฆขึ้นกับรูปแบบการถ่ายเทความร้อนของอากาศ หรือลักษณะการชนกันของอากาศที่อุณหภูมิต่างๆ ถ้าเกิดมีการถ่ายเทความร้อนมากจะเกิดเป็นเมฆคิวมูลัสหรือเมฆคิวมูโลนิมบัสมากถ้าสภาพอากาศราบเรียบจะเกิดเมฆสเตรตัสหรืออัลโตสเตรตัสแผ่กว้างออกไปอย่างสม่ำเสมอในแนวนอนได้มาก และถ้าได้รับผลจากภูมิประเทศที่มีลักษณะเป็นภูเขา อาจเกิดเมฆชนิดพิเศษอย่างเมฆรูปเลนส์(レンズ雲) เมฆรูปคลื่น(波状雲) เป็นต้น
เมฆสเตรตัสที่ก่อตัวบริเวณใกล้ผิวน้ำ
สีของเมฆ
โดยทั่วไปแล้ว เมฆจะสะท้อนแสงในช่วงที่ตามองเห็นออกมาได้ง่าย ทำให้เห็นเมฆเป็นสีขาว แต่อาจเห็นเป็นสีต่างๆกันไปตามความหนาของเมฆ หรือความหนาแน่น หรือมุมที่แสงอาทิตย์ตกกระทบได้
เมฆสีขาวมีอนุภาคขนาดเล็กเบียดตัวกันอย่างหนาแน่นทำให้อัตราการสะท้อนแสงสูง จึงเห็นเป็นสีขาว ดังนั้นเมฆสีขาวจะไม่ค่อยกลายเป็นฝนสักเท่าไร อาจมีบ้างแต่น้อย
เมฆคิวมูลัสหรือเมฆสเตรตัส มีการขยายในแนวตั้งฉาก เพิ่มความหนาขึ้น จากนั้นบริเวณใกล้ฐานจะมืดลง นั่นคืออนุภาคของหยดน้ำหรือผลึกน้ำแข็งที่ก่อตัวเป็นเมฆ ดูดซับแสงอาทิตย์ในช่วงคลื่นที่ตามองเห็นได้ไม่หมด จึงเกิดการสะท้อนและหักเหกับอนุภาคภายในเมฆหลายครั้ง จนพลังงานที่มาถึงฐานเมฆเหลือน้อยจึงเห็นเป็นสีมืด
เมฆกับสภาพอากาศบนโลก
จากมลพิษทางอากาศ ทำให้ปริมาณเมฆเพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการที่เรียกว่า ภาวะโลกมืด(地球薄暮化、ちきゅうはくぼか、global-dimming、グローバルデイミング)
ปกติเมฆจะปกคลุมผิวโลก คอยดูดซับและสะท้อนแสงอาทิตย์ ทำให้โลกเย็นลง อัตราการดูดซับต่างกันไปตามขนาดของอนูเมฆ ความหนา และรูปร่างของเมฆ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มีผลทำให้อัตราการดูดซับแสงอาทิตย์ของทั้งโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อสภาพอากาศโดยรวม
รายละเอียดเพิ่มเติม http://onedevil.exteen.com/20080316/global-dimming
เมฆบนดาวเคราะห์ดวงอื่น
ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะที่มีบรรยากาศส่วนใหญ่ จะมีเมฆเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกับโลก เมฆบนดาวศุกร์ประกอบขึ้นจากกรดกำมะถัน(H2SO4) ดาวอังคารเป็นน้ำ ดาวพฤหัสและดาวเสาร์เป็นพวกแอมโมเนีย(NH3) ดาวยูเรนัสและเนปจูนเป็นมีเธน(CH4) และบนดาวบริวารไททันของดาวเสาร์ก็ดูเหมือนจะมีเมฆมีเธนเช่นกัน
มีจุดที่ผมรู้สึกว่าน่าจะผิดอยู่นิดหน่อย 2 จุดครับ คือตรง
露点温度が気温より低くなると過飽和となり
ตรงนี้น่าจะเป็นว่า "เมื่อจุดกลั่นตัวลดลงต่ำกว่าอุณหภูมิของอากาศ จะเข้าสู่จุดอิ่มตัว..."
คือตอนแรกผมอ่าน มันก็บอก "จุดกลั่นตัวจะสูงขึ้น" แต่พอดูไปดูมาเหมือนประโยคนี้มันจะตัดขาดกับประโนคก่อนหน้านะครับ
あまり大きくない雲粒の場合は、上昇や落下を繰り返すうち、雨粒や雪の結晶同士が衝突してさらに大きな粒となって、やがて落下する
กรณีที่อนูเมฆไม่ใหญ่มาก ระหว่างที่มันกลับขึ้นลงไปมานี้ เม็ดฝน และหิมะจะชนกันเอง และรวมกันเป็นเม็ดใหญ่ขึ้น ในที่สุดก็จะตกลงมา
คำว่า "uchi" (内) มันเป็นสำนวนมีความหมายว่า "ในช่วงเวลา, ระหว่างที่..." ครับ และปรากฏการณ์ที่ว่านี้บ้านเราก็เรียก ลูกเห็บ ครับ
ps. แต่แปลได้ขนาดนี้ ยกนิ้วให้เลยครับ ปีีนี้มาลองสอบระดับ 2 ดูด้วยกันมั้ยครับ >.<
#1 By Etcetera on 2008-05-06 01:25