ตอนที่ ๗. มือที่สั่นเทา(震える手) 

(a) บัตรเชิญไปงานเลี้ยงอำลา
(b) มีแต่เรื่องไม่เข้าใจเต็มไปหมด
(c) ประสบการณ์ที่เจ็บปวด
(d) เพราะทำผิดพลาดมาโดยตลอด

>> กลับไปตอนที่ ๖
>>
>> กลับไปหน้าสารบัญ

ᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳ



พอ ๖ โมง ผมก็เดินออกจากห้องสมุด
เพราะว่าไม่มีสมาธิ ทำให้อ่านหนังสือได้ไม่ค่อยไปสักเท่าไร ทั้งๆที่สอบปลายภาคก็ใกล้เข้ามาทำให้ควรจะเร่งแล้วแท้ๆ

“จะเป็นยังไงต่อไปนะ”
แม้ถึงตอนนี้ ก็ยังเป็นเช่นนั้นเรื่อยมา แน่นอนว่าจากนี้ไปก็.......

ผมสวมรองเท้าแล้วเดินออกมาข้างนอก
ได้ยินเสียงดังมาจากพื้นอย่างแผ่วเบา
โรงเีรียนในยามเย็น... ฤดูร้อน... ไม่ว่าอย่างไหนผมก็ไม่ได้ไม่ชอบ
ความรู้สึกแปลกๆราวกับความเจ็บปวดนั้นได้ถาโถมเข้ามาแต่ก็ยังสบายใจอยู่ได้
ชักเริ่มเกิดความรู้สึกบ้าๆขึ้นมาว่าถ้าหากฤดูร้อนคงอยู่ตลอดไปก็คงจะดี


“............?”
ผมเริ่มมองเห็นอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนไหวอยู่ข้างบนนั้น คนที่จะเข้าไปที่นั่นได้ เท่าที่ผมรู้จักก็มีอยู่แค่คนเดียว

“ยัยบ้านั่น”
ผมรีบเดินกลับเข้าไปในอาคารเรียน

...................
เมื่อ เปิดประตูดาดฟ้าเข้ามา ก็พบเธอกำลังยืนอยู่ทั้งที่ไม่มีทั้งรั้วหรือราวกั้น เมื่อเธอเห็นผมที่อยู่ดีๆก็โผล่มา ก็ไม่มีท่าทีตกใจแถมยังยิ้มขึ้น


“ยูโกะ”
“ค่ะ ยูโกะเองค่ะ”
เธอดูมีท่าทีเป็นปกติเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“นี่เธอไม่ได้กลับบ้านไปแล้วหรอกหรือนี่”
“แค่แกล้งทำเป็นว่ากลับไปแล้ว แล้วก็แอบขึ้นมาบนดาดฟ้าน่ะค่ะ ฉันมักจะทำแบบนี้อยู่บ่อยๆ”
“กำลังหลอกใครอยู่งั้นเหรอ”
“ก่อนที่จะหลอกศัตรูได้ ก็ต้องหลอกพวกเดียวกันก่อน ไม่ใช่หรือคะ”
“ใครเป็นศัตรู แล้วใครเป็นพวกเดียวกันหา?”
“อย่างน้อย รุ่นพี่ฮิมุระก็เป็นพวกเดียวกับฉันสินะคะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน”
“ทั้งที่ใจดีออกแบบนั้น”
“ฉันไม่ได้พูดแบบนั้นสักหน่อย”
ผมพูดอย่างไม่พอใจแล้วเมินหน้าหนี
ถ้าหากผมใจดีจริงๆละก็ พอรู้เรื่องราวแล้วก็คงไม่ปล่อยยูโกะไว้แบบนี้หรอก

“จะว่าไป ทั้งๆที่เป็นตอนเย็นแ่ต่ร้อนจังเลยนะคะ”
“เป็นเพราะว่าแต่งตัวแบบนี้ไม่ใช่หรือไง”
“จริงด้วยสินะคะ รุ่นพี่เนี่ยฉลาดจังเลยนะคะ”

“ไหนๆที่นี่ก็ไม่มีใครนอกจากรุ่นพี่อยู่แล้ว ถอดเลยดีมั้ยคะ ทั้งท่อนล่างและท่อนบน”
“เดี๋ยวก่อนสิ!”
ผมรีบห้ามยูโกะที่กำลังทำท่าจะถอดจริงๆ

“ไม่ได้หรือคะ?”
“มันแ่น่อยู่แล้ว”
ยัยเด็กนี่ คิดจะทำอะไรกันน่ะไม่เข้าใจเลย

“ถ้าอยู่ในที่แบบนี้มันก็ต้องร้อนอยู่แล้วสิ”
“แต่ว่าฉันน่ะ ชอบอากาศร้อนนี่คะ”
“ถ้าชอบขนาดนั้นละก็ เชิญอยู่ตรงนี้ต่อไปเลย”
“ว้า พูดจาเย็นชาจังเลยนะคะ”
“อย่างงั้นเหรอ”
“แล้วรุ่นพี่ล่ะคะ ชอบฤดูร้อนหรือเปล่า?”
“เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อนเหอะ”
“หา? มีเรื่องอะไรจะพูดหรือคะ?”
ยูโกะทำหน้าแปลกใจ

“ไปตบเพื่อนมาสินะ”
“ว้า... แม้แต่รุ่นพี่ก็รู้เรื่องนี้แล้วจริงๆด้วยสินะคะ”
“เธอนี่ ไม่รู้สึกสำนึกเลยจริงๆสินะ”
“อืม.....”
ดู ท่าจะไม่ได้สำนึกว่าตัวเองทำอะไรผิดไปเลยจริงๆสินะ แต่ถ้าหากอีกฝ่ายเป็นคนที่ชอบมาแกล้งจริงๆละก็ จะว่ายูโกะฝ่ายเดียวก็คงจะไม่ได้ล่ะนะ

“ความจริงแล้ว...”
“อะไร?”
“ฉันน่ะ ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งจะเคยตบคนเป็นครั้งแรกนี่ล่ะค่ะ”
“.................”
ยูโกะทำท่าจ้องมองไปที่มือตัวเอง


“ยังรู้สึกเหมือนชาๆอยู่เลย.....”
มือของเธอนั้นเหมือนจะกำลังสั่นอยู่

“เจ็บจริงๆเลยนะคะ”
“ถ้ารู้แบบนี้แล้ว คงจะไม่ทำอีกแล้วสินะ”
“ไม่รู้สินะคะ”
“มันเกิดอะไรขึ้นเหรอ”
ผมถามออกไปด้วยเสียงที่อ่อนโยนจนตัวเองก็ยังไม่อยากจะเชื่อ

“พอกลับมาจากชั่วโมงพละ.... ก็เห็นคนกำลังค้นกระเป๋าฉันอยู่น่ะค่ะ จากนั้นอยู่ดีๆก็รู้สึกเลือดขึ้นหน้าขึ้นมาทันที”
ไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ถ้าถึงขั้นทำให้ยูโกะต้องลงมือละก็ อย่างน้อยก็คงจะต้องเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสพอสมควร

“อาจเป็นเพราะว่าช่วงนี้นอนไม่ค่อยพอ ก็เลยรู้สึกหงุดหงิดง่ายน่ะค่ะ”
ยูโกะพูดเช่นนั้นแล้วก็ยิ้มออกมา

“ขอโทษนะคะ รุ่นพี่”
“มาขอโทษฉันทำไม”
“ก็ต้องขอโทษแน่นอนอยู่แล้วสิคะ”
ยูโกะเริ่มเดินเข้าใกล้ผมอย่างเงียบๆ

“ที่ทำให้คนที่ชอบต้องมาเป็นห่วงแบบนี้”
แววตาที่ไม่มีความกลัวที่จะถูกปฏิเสธอยู่เลยนั้นได้จ้องมองมา


“ทำไมล่ะ?”
“คะ?”
“ตั้งแต่ ได้พบกันอีกครั้ง ก็ยังผ่านมาได้ไม่นาน แถมตอนสมัยเด็กเอง ฉันก็ไม่ได้ทำดีอะไรกับเธอเลย ทั้งที่เป็นแบบนั้น ทำไมเธอถึงยังพูดแบบนี้อยู่อีกล่ะ”
“ฉันน่ะคิดมาโดยตลอด”
ยูโกะกำมือผมไว้แ่น่น รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากร่างกายที่ไหลผ่านเข้ามา

“ว่าฮิมุระ ยูคุงคนนั้น ตอนนี้จะโตมาเป็นคนแบบไหนกันนะ....”
“......คงผิดจากที่คาดไว้สินะ?”
ผม ซึ่งยังคงจมอยู่กับอดีตเรื่อยมา ภาพก็ไม่ได้วาดเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ได้แ่ต่เรียนแล้วก็สู้ชีวิตไปวันๆ กลายเป็นคนน่าเบื่อซึ่งไม่สามารถจะทำอะไรได้ หรือบางทีผมอาจจะเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่เด็กแล้วก็ได้

“ไม่เลยค่ะ คุณน่ะเป็นอย่างที่ฉันคิดเอาไว้เลย”
“คิดว่าฉันจะเป็นคนแบบไหนล่ะ”
“ฮะๆ เรื่องนั้นน่ะเป็นความลับค่ะ”
“หนอย...”
“ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือคะ ฉันน่ะจนถึงตอนนี้ก็ยังชอบรุ่นพี่ฮิมุระอยู่ มันก็สำคัญอยู่แค่นั้นล่ะค่ะ”

...................
ผมเดินออกมานอกอาคารเรียนอีกครั้ง

“อ้าว ช้าจังเลยนะ”
“หวา!”
ผมตกใจเมื่อได้ยินเสียงดังมาจากเงาของประตูโรงเรียน


“ห้องสมุดก็ปิดไปแล้วนี่นา ไปทำอะไรมาล่ะนั่น”
“อยู่ดีๆอย่าส่งเสียงออกมาแบบนี้สิ”
“ทั้งๆที่เดี๋ยวก็จะต้องรีบไปทำงานแต่กลับดูใจเย็นจังเลยนะ”
“ไม่มีอะไรหรอกน่ะ”

ผมรีบตอบออกไปอย่างไม่เสแสร้ง จากนั้นจึงเริ่มเดินออกไปอย่างรวดเร็ว

.................

“ฮิมุระ”
“..........”
“ได้ยินหรือเปล่า ฮิมุระ”
“....มีอะไร”
ทั้งที่เดินด้วยความเร็วมากพอสมควร แ่ต่คุเซะก็ยังคงเดินตามมาติดๆ

“มีอะไรก็รีบๆพูดออกมาซะ ฉันกำลังรีบๆอยู่”
“เอาน่ะ ไม่ต้องรีบหรอก ฟังที่ฉันพูดก่อนนะ”
คุเซะเอามือมาวางที่ไหล่ผมแล้วยิ้มขึ้น

“อะไรอีก ฉันจะไปทำงาน....”
“ฮิมุระ นายน่ะกำัลังคิดอะไรอยู่เหรอ?”
“ถามแบบนี้หมายความว่าไง”
“ตอบมาตามตรงได้มั้ย ฉันน่ะตกใจมากทีเดียวล่ะ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนอย่างฮิมุระ ยู จะมาคิดมากอะไรกับเรื่องของคนอื่น”
“นายคิดว่าฉันจะไม่ยุ่งกับเรื่องทางโลกเลยงั้นสินะ ฉันเองก็เป็นนักเรียนธรรมดาที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างธรรมดานะ”
“ถ้าอย่างงั้น น่าจะคิดเรื่องนางิบ้างได้แล้วนะ”
“นางิ? แล้วนางิมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ?”
คุเซะเงียบลงแล้วก้มหัว

“อย่ามาพูดอ้อมค้อมได้มั้ย”
“ถ้างั้นถามคำเดียว ฮิมุระน่ะคิดยังไงกับยูโกะจังเหรอ?”
“ถ้าจะให้พูดก็...”
ผมพยายามระมัดระวังคำพูด

“นั่นสินะ..... ฉันไม่อยากจะสูญเสียใครไปอีกน่ะ”
“ไม่อยากจะสูญเสีย...?”
“ความรู้สึกเสียใจที่ไม่สามารถปกป้องใครบางคนไว้ได้น่ะ ครั้งเดียวก็มากเกินพอแล้วล่ะ”

นาฬิกา ข้อมือสีแดง.... คริสต์มาสที่ทุกสิ่งทุกอย่างหายลับไปในเปลวเพลิง.... ผมซึ่งไม่สามารถที่จะปกป้องแม้แต่น้องสาวเพียงคนเดียวเอาไว้ได้....
ไม่ใ่ช่ว่ามันจะทดแทนกันได้หรอก แต่แม้ว่าจะทดแทนไม่ได้ก็ตาม....

“แค่รู้สึกว่าไม่สามารถปล่อยยัยนั่นเอาไว้ได้น่ะ”
“เข้าใจล่ะ ถ้างั้นก็ดี”
คุเซะพยักหน้าเหมือนกับรู้สึกพอใจแล้วก็ตบหลังผม

“เจ็บนะ อย่ามาทำเป็นสนิทเกินจะได้มั้ย”
“ไม่ดีเหรอ ยังไงเราก็ยังมีเวลาอยู่ด้วยกันอีกหน่อยนึงนี่นา”
“ปัญหามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น”
สุดท้ายแล้ว คุเซะก็เดินตามมาจนถึงที่ทำงาน ระหว่างทางก็ได้คุยอะไรกันไปเรื่อยเปื่อย
รู้สึกรำคาญใจจริงๆเลย

ตอนที่ ๗. มือที่สั่นเทา(震える手) 

(a) บัตรเชิญไปงานเลี้ยงอำลา
(b) มีแต่เรื่องไม่เข้าใจเต็มไปหมด

(c) ประสบการณ์ที่เจ็บปวด
(d) เพราะทำผิดพลาดมาโดยตลอด

>> กลับไปตอนที่ ๖
>>
>> กลับไปหน้าสารบัญ

ᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳ


พอ เปิดประตูห้องศิลปะเข้ามา ก็พบอามะมิยะยืนอยู่ที่เดียวกับครั้งก่อน หน้าตาดูเหนื่อยๆ กำลังพ่นควันออกมาด้วยท่าทีเหมือนคนเบื่อหน่ายไม่มีอะไรทำ


“ครูอามะมิยะ”
“อ้าว ฮิมุระคุง”
อามะมิยะยิ้มให้ทั้งที่ยังคาบบุหรี่อยู่

“ในที่สุดก็อยากจะเข้าชมรมศิลปะขึ้นมาแล้วสินะ?”
“ตอนนี้ผมไม่มีอารมณ์มาพูดล้อเล่นหรอกนะครับ”
ท่าทีของอามะมิยะดูจะไ่ม่มีอะไรแปลกไปจากปกติเลย ทำให้ผมเริ่มรู้สึกไม่สบอารมณ์

“เรื่องของยูโกะน่ะครับ”
“เรื่องของยูโกะ?”
อามะมิยะพ่นควันออกมา

“อ้อ ดูเหมือนจะรู้เรื่องแล้วงั้นสินะ”
“ดูจะไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไรเลยนะครับ ไม่รู้สึกอะไรบ้างเลยหรือครับ”
“ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องทำอะไรมากหรอก ที่โรงเีรียนน่ะก็มีเรื่องแบบนี้อยู่เรื่อยๆ”
“คุณจะปล่อยให้เกิดเรื่องรุนแรงขึ้นกับน้องสาวของตัวเอง แล้วบอกว่าเป็นเรื่องที่ไม่ต้องทำอะไรหรือครับ”
“ถึงจะพูดอย่างงั้น แต่ก็เป็นแค่การทะเลาะของผู้หญิงไม่ใช่หรือไง”
....... ตามข้อมูลที่คุเซะรวบรวมมา ตอนช่วงพักระหว่างคาบ ๑ และคาบ ๒ ดูเหมือนอามะมิยะ ยูโกะจะได้ลงมือตบเพื่อนร่วมชั้น ยูโกะซึ่งกลับจากวิชาพละในคาบเรียนที่ ๑ ได้มีปากเสียงกับเด็กผู้หญิงในห้อง แล้วอยู่ดีๆยูโกะก็เริ่มลงมือกับคู่กรณี

“คนที่เริ่มลงมือก่อนก็คือยูโกะสินะครับ”
“อื้อ ได้ยินมาเหมือนกัน จากนั้นดูเหมือนอีกฝ่ายก็เริ่มไฟติดขึ้นมา”
จากนั้นก็เริ่มเกิดการปะทะกันขึ้น แถมยูโกะดูเหมือนจะถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว
เพราะว่าได้ยินมาจากคนอื่น บางทีอาจจะไม่แน่นอนก็ได้

“ยูโกะเป็นยังไงบ้างครับ?”
“วันนี้ให้กลับไปแล้วน่ะ เพราะว่าถูกอัดแล้วตีเข้าที่หลัง ถึงไม่มีแผลใหญ่ แต่จะให้กลับไปที่ห้องเรียนก็คงไม่ได้ล่ะนะ”
“ไม่มีแผล..... สินะครับ”
ถ้าอย่างงั้นก็สบายใจไปได้เปราะหนึ่ง

“จัดการยังไงไปบ้างครับ...”
“ก็แค่ตบหน้ากันครั้งเดียว คิดว่าคงไม่ถึงกับต้องคุมประพฤติหรือพักการเรียนหรอกนะ อย่างมากก็คงแค่ให้คัดลายมือสำนึกผิดเท่านั้นเอง”
“งั้นหรือครับ....”
นี่ก็คงไม่ต้องเป็นห่วง ถ้างั้นก็เหลือปัญหาที่สำคัญที่สุด

“ครูอามะมิยะรู้เรื่องที่ยูโกะโดนแกล้งอยู่แล้วสินะครับ?”
“โดนแกล้ง.....? อ๋อ แสดงว่าที่ยูโกะตบไปน่ะคือคนร้ายที่ชอบแกล้งงั้นสินะ”
ผมพยักหน้า คิดว่ามีความเป็นไปได้สูง

“งั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอกนะ”
“ไม่มีปัญหาแต่ว่าถ้าปล่อยไว้คงจะไม่ดีแน่ครับ ยูโกะน่ะ ถึงจะยังไงก็ไม่น่าจะใช่เด็กที่ชอบใช้ความรุนแรงนี่ครับ”
ยู โกะเมื่อสมัยเด็ก ยูโกะในตอนนี้ ไม่ว่าจะตอนไหนก็ถือเป็นเวลาสั้นๆ แต่เรื่องนั้นผมเข้าใจดี หมายความว่ายูโกะน่าจะโดนต้อนอย่างสุดๆแล้วถึงได้ทำเรื่องแบบนี้ลงไป

“ถ้าปล่อยไว้อาจจะเกิดเรื่องอีกก็ได้ ถ้าไม่ทำอะไรละก็...”
“ฮิมุระคุง นี่มันเป็นแค่เรื่องเล็กน่ะ”
“......เอ๋?”
“ปล่อยไปเถอะ นี่มันเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย แล้วมันก็เป็นปัญหาของตัวยูโกะเองด้วย”
“ดูใจเย็นจังเลยนะครับ”
ผมได้พูดเสียดสีออกไปโดยไม่คิด

“ถึงจะไม่มีความเกี่ยวพันทางสายเลือด แต่ยังไงก็เป็นพี่น้องกันนะครับ”
“ก็เพราะว่าเป็นน้องสาวไงล่ะ... ถ้าเรื่องแค่นี้ยังต้องยืมมือคนอื่นช่วยละก็... ฉันไม่อยากให้เธอกลายเป็นเด็กที่อ่อนแอแบบนั้นหรอกนะ”
“นั่นไม่ใช่ข้ออ้างในการที่จะไม่ช่วยอะไรนะครับ”
“ก็อาจจะเป็นอย่างงั้น... แต่มีเรื่องที่แน่นอนอยู่อย่างนึงนะ”
“อะไรครับ”
“มันไม่ใ่ชเรื่องที่เธอจะต้องมาโกรธด้วยสักหน่อย”

.................
หลังเลิกเรียน
หลังจากจบคาบโฮมรูม คุเซะก็เดินออกจากห้องเรียนไปทันที เห็นบอกว่ามีงานเลี้ยงอำลาอย่างอื่นอยู่อีก อยู่ดีๆก็ดันมีนัดขึ้นมา


“ยู ยังไม่กลับเหรอ”
นางิทำไมอยู่ดีๆถึงเข้ามาคุยด้วยนะ

“กว่าจะถึงเวลาทำงานก็ยังมีเวลาอีกน่ะ”
เวลา แบบนี้ปกติจะต้องไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด แต่ว่าวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีอารมณ์เลย แต่ถึงยังไงการสอบปลายภาคก็ใกล้เข้ามาแล้ว จะมามัวทำสบายๆอยู่ก็คงไม่ได้ล่ะนะ

“อ้อ ยังไงก็คงจะไปที่ห้องสมุดล่ะมั้ง”
“งั้นมากับเราสักหน่อยได้มั้ย......?”
“นางิ ทานอะไรแปลกๆไปหรือเปล่า?”
เมื่อวานก็ไม่เข้าใจว่าจะมาหาที่บ้านทำไม หมู่นี้นางิมีพฤติกรรมน่าสงสัยจริงๆนั่นล่ะ

“แค่ทานของแปลกเข้าไปน่ะ ไม่ทำให้เราเปลี่ยนไปได้หรอกนะ”
“มันก็ใช่หรอกนะ”
อย่างนี้แสดงว่า สาเหตุที่นางิมีพฤติกรรมน่าสงสัยน่าจะยังมีอย่างอื่นอยู่อีก ไม่สิ อาจจะไม่มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษก็ได้

“นายนั่นแหละไม่สบายหรือไงกัน”
“ฉันก็เป็นเหมือนทุกทีไม่ใช่เหรอ”
“กำลังควบคุมไม่ให้เผาผลาญพลังงานไปอย่างเปล่าประโยชน์อยู่หรือไง”
“เปล่า ฉันไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นหรอกแต่ ก็อาจจะนะ”
“แต่ว่าโกรธเรื่องยุโกะจังก็เลยใช้พลังงานไปเยอะสินะ”
น้ำเสียงเหมือนกำลังโทษผมอยู่เลย

“หมู่นี้ยูดูแปลกไปนะ ไม่สมกับเป็นยูเลยสักนิด”
“ฉันก็คิดอย่างงั้น”
พอ เป็นเรื่องของยูโกะแล้ว ใจผมจะไปก่อนทุกที บางครั้งก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ตอนสมัยเด็กก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน แววตาที่มองมาที่ผมนั้น ไ่ม่ว่ายังไง.....

“เข้าใจล่ะงั้นไม่เป็นไรแล้ว เราจะไปเข้าชมรมล่ะ”
“ตามสบายเลย”
“พูดจาแบบนั้นน่ะมันออกจะทำร้ายจิตใจกันนะ”
“หมายความว่าไงน่ะ”
“ฮึ”
ทั้งที่ไม่ได้มีท่าทีเหมือนกำลังอารมณ์ไม่ดีอยู่แท้ๆ พอพูดจบนางิก็เดินออกไปซะแล้ว
ถึงอย่างงั้นผมก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องแปลกอะไร หรือจะเรียกว่ามันแปลกขึ้นมาเรื่อยๆอยู่แล้วก็ได้
จิตใจผมได้เปลี่ยนไปเพราะอะไรกันนะ เพราะใครสักคน?

วันนี้ขออัพอะไรสั้นๆ เนื่องจากไม่มีอะไรจะอัพ

พอดีไปเจอที่คนเอามาลงไว้ในบอร์ด tirkx ก็เลยเอามาลงซะเลย

ᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳ

Code:
อ้อ...... มีเรื่องมาเล่าให้ฟัง

วันนี้ไปคิโนะ ไปเดินตรงโซนตำราภาษาญี่ปุ่น หยิบหนังสือไวยากรณ์ระดับสองมาอ่านเล่นๆ
เจอ เด็กผู้หญิง อายุน่าจะซักประมาณ 8-9ขวบ (ตัวเล็กๆ น่ารักด้วยเว้ย) มากับแม่เค้า มาเลือกหนังสือ
ไอ้เรายืนอยู่ข้างๆ เห็นสองแม่ลูก เลือกๆดูๆ กันอยู่นาน ไอ้เราก็เข้าไปหน้าม้อ เอ๊ย!! เข้าไปแนะนำคุณแม่เค้าซะเลย
"เล่มนี้ก็ดีนะครับ มันเป็นหนังสือสำหรับระดับต้น ให้น้องเค้าอ่าน จะอ่านง่ายกว่า"
พูดไปปั๊บเจอคุณแม่ตอบกลับมา "อ้อ น้องเค้าระดับ 1 แล้ว ไม่ต้องอ่านระดับต้นแล้วค่ะ"
ไอ้เราก็อึ้ง..... เฮ้ย จริงดิ พูดผิดรึเปล่าวะ แล้วหันไปดูหนังสือที่น้องเค้าเลิอกไว้
"กุญแจไขสู่ 500 รูปประโยค ระดับสูง" "พจนานุกรมคำศัพท์เฉพาะทาง" กับการ์ตูนญี่ปุ่นอีกสองสามเล่ม
"......เอ่อ น้องเค้าปีนี้จะสอบระดับ 1 เหรอครับ"

"อ้อ ค่ะ ปีนี้จะให้แกสอบระดับ1 น้องแกเรียนภาษาญี่ปุ่นมาตั้งแต่ 4 ขวบแล้วค่ะ"

คุณแม่เลือกหนังสือเสร็จก็เดินจากไป ปล่อยให้เรายืนน้ำตาเล็ด อยู่ตรงนั้น
ความรู้สึกตอนนั้น...... ถ้าตอนนั้นในมือมีเชือก อยูซักเส้นล่ะ คงได้เอาไปผูกคอตายอยู่ตรงนั้นล่ะ
มันแบบว่า...... สิ้นหวังแล้ววววววววววว
น้องเค้า 9 ขวบ สอบระดับ1 แล้วกรูล่ะ อายุป่านนี้แล้ว ยังไม่ได้สอบระดับสามเลยเว้ยยยยยยยยย
ฮือ ขอโทษนะทุกคน

"พี่มันแย่ พี่แพ้ 9 ขวบ"

ᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳ

ความเห็นส่วนตัว

อ่านดูแล้วรู้สึกว่าค่อนข้างจะเชื่อยากอยู่นะ

ขอลองวิเคราะห์ดูเล่นๆ

เคยได้ยินมาว่าระดับ ๒ เนี่ย มันเทียบเท่ากับความรู้คนญี่ปุ่นระดับล่างๆทั่วๆไปเลยทีเดียว

ต่อให้คนญี่ปุ่นเอง ถ้าเด็กขนาดนั้นก็คงรู้ไม่มาก

แค่คันจิถ้าลองเทียบดู คันจิ ๑๐๐๐ ตัวของระดับ ๒ น่ะเทียบเท่ากับคันจิถึงระดับ ป.๖ ของที่โน่น ก็คืออายุประมาณ ๑๒ ปี

คงเป็นไปได้ยากที่เด็กอายุ ๙ ปี แถมไม่ได้อยู่ในสภาวะที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นด้วย จะสามารถทำได้ ยิ่งระดับ ๑ นี่ยิ่งแล้วใหญ่เลย

ยกเว้นกรณีเดียวก็คือ เด็กคนนั้นเป็นอัจฉริยะ

 

ส่วนตัวเรา กว่าจะได้ระดับ ๒ มานี่พยายามแทบแย่ แถมยังไม่มีวี่แววว่าจะมีโอกาสสอบระดับ ๑ ได้ในปีนี้ คิดแล้วก็ยิ่งมีแต่ต้องพยายามต่อไป

ᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳᅳ

จบลงไปแล้วสินะ กับ June write ต้นไม้เรามีแต่ใบอะ แทบไม่มีดอกเลย = ="

...แหงสิ ก็เล่นวางไว้ซะล่างๆ ใครจะไปสังเกตเห็นแล้วรดน้ำให้

เดิมทีไม่กะจะอัพหน้าบล็อกเยอะแบบนี้ในเดือนนี้ แต่พอได้เอา ef มาแบ่งตอนย่อยๆอย่างนี้แล้ว ก็กลายเป็นว่ามีอะไรให้อัพได้ทั้งเดือนเลย